ราเมน สุดแสนอร่อย…!!!

คำว่า ราเมน โดยมีสมมติฐานว่า ราเมน อาจจะเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ลาเมียน” (La Mian) ในภาษาจีนที่หมายถึง เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือนวด หรืออีกคำหนึ่ง “เลาเมียน” (Laomian) ซึ่งก็คือ ก๋วยเตี๋ยวโบราณในภาษาจีนนั่นเอง อีกทั้งในประวัติศาสตร์ก็มีบันทึกด้วยว่า คนญี่ปุ่นเริ่มรู้จักบะหมี่น้ำในคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ยุคเมจิ) จากการที่โทคุกาวะ มิทซึคุนิ ไดเมียวสมัยเอโดะ ได้รับประทานเป็นคนแรก ซึ่งในสมัยนั้น ราเมนจะถูกเรียกว่า “ชินะโซบะ” ที่แปลว่าโซบะจีน แต่ถึงอย่างนั้นราเมนก็ยังไม่เป็นที่รู้จักในแดนอาทิตย์อุทัยเท่าไรนัก

ปัจจุบันนี้ราเมนก็ถือว่าเป็นอาหารเส้นดาวเด่นในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อปี ค.ศ. 1958  โมโมฟุคุ อันโด ผู้ก่อตั้งนิชชินฟู้ดส์ได้คิดค้นดัดแปลงทำราเมนเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ต่อยอดความนิยมของราเมนให้ไปไกลทั่วทุกพื้นที่ในญี่ปุ่น รวมมาถึงพื้นที่อื่น ๆ ในโลก เช่น ประเทศไทยของเราก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดใจในรสชาติบะหมี่ญี่ปุ่น หรือราเมนอยู่เหมือนกันนะ

วัฒนธรรมการกินของแต่ละท้องถิ่นผ่านราเมน โดยเฉพาะ “ราเมนเฉพาะท้องถิ่น” ที่มีอยู่ทั่วทุกท้องถิ่นในญี่ปุ่นที่ไม่เพียงแค่นำเสนอราเมนที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีต แต่ยังคิดค้นราเมนใหม่ๆ ที่ใช้วัตถุดิบเฉพาะแต่ละท้องถิ่น ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพื่อสืบทอดทั้ง “ราเมนเฉพาะท้องถิ่น” และส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นให้ก้าวไปพร้อมๆ กัน

วันนี้เราได้รวบรวม 5 อันดับร้านราเมน ที่รสเด็ดและดีที่สุดมาเสนอกัน ถ้าหิวแล้วก็ไปลุยกันเลย

  1. ร้านราเมน โมเตนาชิ คุโรกิ เป็นร้านที่มีเชฟเป็นผู้ที่เคยทำงานในร้านอาหารญี่ปุ่นและพิถีพิถันในเรื่องน้ำซุปเป็นพิเศษ เขาใช้น้ำซุปจากไก่และปลาที่ปรุงรสด้วยเกลือนานาชนิดสำหรับชิโอะราเมนหรือราเมนรสเกลือ และสำหรับมิโซะราเมนแล้ว เขาจะจัดเตรียมซุปด้วยไก่และกระดูกหมูปรุงรสด้วยสาหร่ายและอัลมอนด์ นอกจากนี้ ทางร้านยังเสิร์ฟเมนูพิเศษที่ใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลอีกด้วย เป็นร้านที่คุณสามารถลิ้มรสราเมนที่ปรุงอย่างพิถีพิถันได้ในราคาที่สมเหตุสมผล
  2. ร้านราเมน คงจิกิ โฮโตโตงิซึ ราเมนสูตรที่ไม่เหมือนใครของร้านนี้ทำให้มันเป็นร้านที่ควรไปลองทานดูสักครั้ง ซุปรสอ่อนและเรียบง่ายนี้ใช้ซุปจากหอยตลับเป็นส่วนผสมหลักและแฝงไปด้วยซุปที่ได้จากปลาและกระดูกหมู ราเมนของทางร้านนี้ไม่มีการใส่สารปรุงแต่ง และยังเข้ากันได้ดีกับเส้นที่ทำขึ้นจากแป้งที่บดโดยใช้เครื่องบดที่ทำจากหินอีกด้วย
  3. ร้านราเมน ซึตะ (Japanese Soba Noodles Tsuta) – ราเมนร้านแรกในโลกที่ได้ 1 ดาวมิชลิน ร้านนี้เมนูที่ขายดีที่สุดคือโชยุโซบะซึ่งจุดเด่นที่สุดอยู่ที่น้ำซุปที่ใช้โชยุชนิดพิเศษถึงสามชนิด จากโชโดชิมะ อิบาระกิ และวาคายามะ ที่หมักในถังไม้สนเป็นเวลา 2 ปี  นำมาผสานเข้ากับซุปไก่กับซีฟู้ด เกลือหิน ไวน์แดงและโรสแมรี่ ทำให้ได้น้ำซุปรสชาติกลมกล่อม ซับซ้อน และหรูหราในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ตัวเส้นเองก็ทำขึ้นมาจากส่วนผสมของแป้งถึง 4 ชนิดด้วยกัน หมูชาชูก็ย่างมาได้หอมและชุ่มฉ่ำสุดๆ แล้วยังปิดท้ายด้วยซอสเห็ดทรัฟเฟิล ด้วยความพิถีพิถันขนาดนี้นี่เองที่ทำให้ Tsuta ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สมศักดิ์ศรีร้านติดดาว Michelin จริงๆ
  4. ร้านราเมน เมนยะ อิตโต (Menya ittou) – อันดับหนึ่งของราเมนในโตเกียว ร้านนี้ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดของสุดยอด ราเมน ในโตเกียวและญี่ปุ่นเลยทีเดียว เป็นร้านราเมนที่ได้คะแนนสูงสุด ติดต่อกันมาหลายปี เรียกได้ว่าเปิดไปดูทีไรมันก็อยู่ที่ 1 เกือบจะตลอด ในปี 2010 ซึ่งเป็นปีที่เปิดร้านก็ได้ขึ้นอันดับ 1 ในปีนั้นทันที รวมถึงได้รางวัลต่างๆยาวเป็นหางว่าว เมนูที่เป็นที่นิยมสูงสุดของร้านคือ ซึเคะเมน ซุปทะเลแบบเข้มข้นพิเศษ (特製濃厚魚介つけ麺) และราเมนซุปทะเลแบบเข้มข้น (特製濃厚魚介らーめん)
  5. ร้านราเมน คนจิคิ โฮโตะโตะงิสุ (Konjiki Hototogisu ) – ราเมนที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ได้อยู่ใน Michelin Guide ด้วย ร้าน ราเมน Konjiki hototogisu หรือร้านนกกาเหว่าสีทอง ถือเป็นสุดยอดร้าน ราเมน อีกร้านหนึ่ง ได้คะแนนอยู่ในระดับสูงมากๆ ร้านนี้ได้ Tabelog Award สาขา ราเมน มาตลอดตั้งแต่ปี 2010 แถมยังมีชื่ออยู่ใน Michelin Guide อีกต่างหาก เมนูสุดฮิตของร้านนี้คือ โซบะโชยุ (そば(醤油)) ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่น้ำซุป ที่ทำจากโชยุ 2 ชนิด หอย 3 ชนิดและใส่เห็ดพอร์ชินี่ลงไปด้วย จึงทำให้ได้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อีกเมนูหนึ่งที่เริ่มฮิตมากขึ้นเรื่อยๆก็คือ ราเมน ซุปเกลือที่ใส่เห็ดทรัฟเฟิลลงไปด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวชื่นชมความงาม ใบไม้เปลี่ยนสี ในช่วงเทศกาลต่างๆ

ใบไม้เปลี่ยนสี ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ถือเป็นฤดูที่โรแมนติกสุดๆ สวนที่สวยและเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือทองในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ใต้ต้นไม้ก็เต็มไปด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมา เหมาะแก่การเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจ สวนแห่งนี้เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงที่นิยมมากแห่งหนึ่ง ซึ่งจะได้เห็นทัศนียภาพของสวนสไตล์ญี่ปุ่นท่ามกลางสีสันของใบไม้ รวมกับวิวบนเนินเขารอบๆสะพานโทเกสึเคียว โดยสองข้างทางจะเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงส้มสลับกันยาวตลอดทาง และเนื่องจากกิ่งของต้นเมเปิ้ลโน้มเข้าหากันตรงกลางจึงเป็นเหมือนอุโมงค์ใบไม้แดงที่สวยงามอลังการเป็นอย่างมาก ถูกสร้างขึ้นในสมัยเอโดะตอนต้น ภายในสวนมีการออกแบบโดยใช้หิน ต้นไม้ บ่อน้ำ และมีเนินขนาดเล็กเพื่อให้เป็นเหมือนฉากธรรมชาติของญี่ปุ่นและจีน ใบไม้เปลี่ยนสี เริ่มฤดูใบไม้ร่วงประมาณครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายน ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกันโดยรอบ ในช่วงเวลานี้ของปีก็จะมีเทศกาลชมใบแปะก๊วยเปลี่ยนสี หรือ เทศกาลชมใบฮิโจ นอกจากมาชมใบแปะก๊วยแล้ว สวนแห่งนี้ก็ยังมีต้นไม้ ดอกไม้นานาพันธุ์และการจัดตกแต่งสวนแบบญี่ปุ่นที่น่าสนใจ พร้อมยังได้ชมวิวพระราชวังอิมพีเรียลอีกด้วย มุมมองที่ดีที่สุดที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ ทะเลสาบ และใบเมเปิ้ลได้ก็คือชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ เป็นจุดนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปและเที่ยวกับกันที่บริเวณนี้ นอกจากนั้นในบริเวณไม่ไกลกันก็เป็นเขตหมู่บ้านชนบทน่ารักที่มีทั้งบ่อน้ำพุร้อน สวนสนุก พิพิธภัณฑ์ศิลปะ และร้านรวงกระจุกกระจิกมากมาย ด้านหลังของส่วนแห่งนี้จะมองเห็นวิวของกรุงโตเกียวโดมและตึกต่างๆ เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการชมใบไม้แดง เพราะนักท่องเที่ยวสามารถเดินตามลำน้ำ ใบไม้เปลี่ยนสี ชมป่าเขาที่ร่วมกันผลัดเปลี่ยนสีสวยงามในฤดูนี้ ซึ่งในบริเวณนี้ก็ยังมีน้ำตกอีกร่วม 14 แห่งที่คุณสามารถเดินลัดเลาะผ่านเข้าไปชมได้ด้วย ทำให้เห็นภาพเมืองสมัยใหม่ตัดกับธรรมชาติที่สวยงาม และหนึ่งในประเทศที่ผู้คนต่างไปเยือนมากแห่งหนึ่งก็คือ ประเทศญี่ปุ่น เพราะขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นสถานที่ชมใบไม้แดงยอดนิยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น

เนื่องจากอากาศที่บริสุทธิ์ ใบไม้เปลี่ยนสี และในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนั้น ทั้งหุบเขาจะเปลี่ยนเป็นสีแดงลดหลั่นกันสวยงามดั่งภาพวาด และลำน้ำจะเต็มไปด้วยสีแดงของใบไม้ที่ร่วงหล่น เป็นจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสียอดนิยมอีกแห่งที่น่าไปเยือน ธรรมชาติที่สวยงามไร้ซึ่งขยะและสารพิษ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันมาเก็บภาพสวยๆจากใบไม้แดงตลอดช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีที่หุบเขาโครังเคมีช่วงเวลาเปลี่ยนสีของใบไม้ สามารถเข้าชมสวนได้ตลอดทั้งปี แต่จะสวยงามมากในช่วงเดือนปลายพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วง ใบไม้เปลี่ยนสี สวนสไตล์ญี่ปุ่นขนาดใหญ่ของเมือง ภายในมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวเมืองถึงขั้นเรียกกันว่าเป็นทะเลเปิดกลางเมือง เป็นจุดชมธรรมชาติสวยงามในเกือบทุกฤดูกาล โดยเฉพาะเป็นจุดชมดอกซากุระบานในช่วงฤดูร้อน และเป็นจุดชมใบไม้แดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบต้นเมเปิ้ลที่อยู่โดยรอบของสวนจะเป็นสีส้มสลับแดง และบางต้นจะเป็นสีเหลืองทองสวยงามมาก ใบไม้เปลี่ยนสี อีกทั้งต้นไม้ดอกไม้ของที่นี่งามจนทำให้เราประทีบใจไม่รู้จบ และสำหรับใครที่แพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองเกียวโต เป็นสถานที่ชมใบไม้แดงที่มีชื่อเสียงมาก สวนแห่งนี้เป็นสวนสไตล์ตะวันตกที่มีความสวยงามในฤดูใบไม้ร่วงไม่แพ้ที่อื่นเช่นกัน ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีหรือฤดูใบไม้ร่วงที่ญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาน่าเที่ยวที่หลายคนจองตั๋วบินไปชมความงามของใบไม้ที่เปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลืองและแดงสวยงามในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะบริเวณทิศใต้ของสวน เต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลสีแดง และต้อนกิงโกะสีเหลือง ช่วงเวลาอันเหมาะสมที่จะไปเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสีของแต่ละภูมิภาคในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็แต่ต่างกันไป โดยจะมีความช้าและเร็วในการเปลี่ยนสีของใบไม้ที่แตกต่างกันไล่เรียงกันมาจากภาคเหนือของญี่ปุ่นลงสู่ภาคใต้ ใบไม้เปลี่ยนสี เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี แต่ละปีอาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยแล้วแต่สภาพอากาศของปีนั้น ๆ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด

เมื่อถึงฤดูการชมดอกไม้หรือ ใบไม้เปลี่ยนสี โอบล้อมไปด้วยภูเขาที่มีใบไม้เปลี่ยนสีเป็นเหมือนฉากหลัง ให้บรรยากาศญี่ปุ่นแบบย้อนยุค บ้านเหล่านี้ยังเปิดให้เป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสกับบรรยากาศดั้งเดิมของญี่ปุ่นอีกด้วย จะมีการเปิดไฟซ่องที่ต้นไม้และอาคารของวัดในช่วงหัวค่ำ ซึ่งสวยงามแปลกตาไปจากตอนกลางวันด้วย ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนี่แหละเป็นอีกตัวเลือกที่ดีทีเดียว ในอดีตนั้นเมืองนี้เป็นเขตเมืองตากอากาศของชนชั้นสูง และในปัจจุบันก็ยังเป็นแหล่งพักผ่อนชมวิวที่เลื่องชื่อโดยเฉพาะช่วงเวลาของฤดูใบไม้ร่วงที่เมืองทั้งเมืองจะปกคลุมไปด้วย โดยภายในสวนจะเป็นเนินเตี้ย ประดับตกแต่งด้วยหินขนาดใหญ่ โดยรอบเป็นต้นเมเปิ้ลเรียงรายกันอยู่ซึ่งในฤดูใบไม้ร่วงนั้นใบเมเปิ้ลจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ให้ได้นั่งชมวิวกันแบบเพลินๆ ในเส้นทางใบไม้เปลี่ยนสีของเมือง นอกจากนั้นก็ยังมีจุดชมวิว จุดถ่ายรูปยอดฮิตที่สะพานไม้เก่าแก่ ให้วิวและบรรยากาศที่สวยงามมาก และในตอนกลางคืนจะมีการเปิดไฟประดับส่องสว่าง ทำให้เห็นสีใบไม้แดงได้อย่างชัดเจนและเห็นเงาสะท้อนราวกับกระจกของผิวน้ำในสระด้วย ใบไม้เปลี่ยนสี เราจะพาไปดูสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น กันแต่ละที่นั้นสวยงามสุด จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงของภูมิภาคโทโฮคุ และยังมีเส้นทางเดินป่าสำหรับชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของป่า เป็นวัดที่กินพื้นที่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเกียวโต จะสวยงามมากในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ศาลาสีแดงซึ่งตั้งอยู่กลางน้ำจะถูกห้อมล้อมไปด้วยใบเมเปิ้ลที่เปลี่ยนเป็นสีแดงสด และยังมีทางเดินที่สามารถใช้ปีนภูเขาขึ้นไปเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากนั้นในบริเวณเดียวกันก็ยังเป็นแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีอยู่กว่าหลายแห่งที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปใช้บริการแช่น้ำพุร้อนพร้อมชมธรรมชาติ ใบไม้เปลี่ยนสี ใบไม้แดงอันสวยงามอีกด้วย ซึ่งที่ด้านบนจะยังมีศาลาไม้ขนาดใหญ่ พร้อมกับวิวที่จะเห็นพื้นที่โล่งกว้างใหญ่ ถ้าอากาศสดใส ท้องฟ้าโปร่ง

ออกแบบสั่งทำ สมุดบันทึกออนไลน์ มอบเป็นของขวัญช่วงเทศกาล

สมุดบันทึกออนไลน์ เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ระบุข้อเท็จจริงการเขียนบันทึกเหตุการณ์จากการค้นคว้าเพื่อบันทึกความรู้เป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านและการเเสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากสื่อต่างๆนอกจากนี้ยังเป็นการฝึกย่อความป้องกันการหลงลืม และประหยัดเวลาด้วยหรือเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในอดีตตามลำดับเวลา ไม่เพียงแต่กระตุ้นการทำงานของสมองแต่การอ่านหนังสือยังมีข้อดีที่น่าสนใจอย่างช่วยลดความเครียดได้ด้วยโดยนักจิตวิทยาได้แนะนำว่า ทุกครั้งที่ได้อ่านหนังสือที่มีเงื่อนงำหรือมีปมที่ต้องคิดตาม สมองของเราก็จะพยายามขบคิดปมปัญหานั้น ๆ และหาทางออกด้วยตัวเองเช่นกันกับเวลาที่ได้ดูหนังแนวสืบสวนสอบสวน การอ่านหนังสือนิยาย บันทึกเรื่อง โดย สมุดบันทึกออนไลน์ สรุปย่อสาระสำคัญด้วยสำนวนภาษาของตน ซึ่งอาจจะแสดงข้อคิดเห็นและสรุปไว้ด้วย การเขียนบันทึกจากการค้นคว้า เราก็จะพยายามคลำหาคำตอบอยู่ในใจไปพร้อมๆ กับเนื้อเรื่อง ซึ่งก็จะทำให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ของเราได้ทำงานบริหารตัวเองอยู่ตลอดเรียกได้ว่ายิ่งได้อ่านก็เหมือนยิ่งได้ลับสมองให้เฉียบแหลมยังไงยังงั้นเลย หากอยากได้สมาธิหรือต้องการหลีกหนีความวุ่นวายรอบกาย ก็ลองหยิบหนังสือที่น่าสนใจมาอ่านดูสิ แล้วคุณก็จะได้ฝึกสมาธิได้อย่างที่ตั้งใจเพราะเวลาที่เราเพ่งความสนใจไปยังหนังสือ สิ่งนี้และที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะทางด้านการเขียนให้เราและยิ่งถ้าได้อ่านบ่อย ๆ ก็จะได้ทั้งคำศัพท์และสำนวนภาษาที่เขาใช้เขียนหนังสือกัน สมุดบันทึกออนไลน์ ไม่แน่ว่าสักวันคุณก็อาจจะได้เป็นนักเขียนฝีมือดีคนหนึ่งเลยก็ได้นะ เป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านฝึกย่อความป้องกันการลืมและประหยัดเวลา หรือหนังสือที่เราชอบในช่วงเวลาที่มีความเครียดจากงานหรือสิ่งที่เจอในชีวิตประจำวัน จะทำให้ความเครียดที่มีอยู่หายไปได้เพราะเมื่อเรามีสมาธิในการอ่านหนังสือที่อยู่ในมือ ผลวิจัยทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้ว

สมุดบันทึกออนไลน์ นอกจากการอ่านหนังสือจะช่วยให้เรามีสมาธิขึ้นแล้ว การอ่านหนังสือยังช่วยให้ร่างกายเราเกิดความรู้สึกสงบขึ้นด้วย ก็จะช่วยปรับอารมณ์ที่แปรปรวนให้กลับมาเป็นปกติ และบางทีก็สามารถช่วยชี้ทางสว่างให้ปัญหาที่มืดแปดด้านได้ด้วย การเขียนบันทึกข้อมูลที่เป็นประสบการณ์ ความรู้ หรือข้อความสำคัญในการจดบันทึก ไม่ว่าจะอ่านหนังสือประเภทไหนก็แล้วแต่ จะมีสาระความรู้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่สำคัญ เพราะหนังสือสามารถให้อะไรกับคนอ่านได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด ต้องบอกแหล่งที่มา หรือวัน เวลาที่จดบันทึกไว้ด้วย มีการกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญและเหตุการณ์ในท้องถิ่นเท่า ๆ กันตามทัศนะของผู้บันทึก การเขียนบันทึกเหตุการณ์ สมุดบันทึกออนไลน์ การเขียนบันทึก หรือเรื่องที่กำลังเครียดอยู่โดยอัตโนมัติ เผลอ ๆ ข้อคิด หรือมุมมองดี ๆ ที่ได้จากหนังสือ ก็อาจจะช่วยให้เรื่องที่กำลังเครียดอยู่กลายเป็นเรื่องสิว ๆ ไปเลยก็ได้  คือ การเขียนบันทึกข้อมูลที่เป็นประสบการณ์ความรู้หรือข้อความสำคัญในการจดบันทึก หรือแม้แต่หนังสือภาพการ์ตูนที่ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรเลย ก็ยังสามารถให้ความบันเทิงเริงใจแก่ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น หากวัน ๆ หนึ่งคุณไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไร ก็ลองหาหนังสือที่คิดว่าน่าสนใจ หรือเริ่มอ่านข้อความบนถุงกระดาษ หรือบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันก่อนก็ได้ ต้องบอกแหล่งที่มา หรือ วัน เวลาที่จดบันทึกได้ด้วย เป็นการเขียนเรื่องราวที่ได้พบเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นการบันทึกความรู้ สมุดบันทึกออนไลน์ เตือนความจำ บรรยายความรู้สึก หรือเเสดงข้อคิดเห็น จึงต่างจากประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าที่เลือกกล่าวถึงเฉพาะบางเหตุการณ์และไม่เน้นตัวผู้เขียนหรือผู้แต่งเรื่อง แน่นอนอยู่แล้วว่าเมื่อเราอ่านหนังสือ เราก็จะได้ความรู้ หรือข้อคิดอะไรบางอย่างกลับมา และไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยสาระความรู้เสมอไป สมุดบันทึกออนไลน์ การเขียนบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน การเขียนบันทึกเหตุการณ์ เป็นการเขียนเรื่องราวที่ได้พบเห็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นการบันทึกความรู้ เตือนความจำ บรรยายความรู้สึก หรือแสดงข้อคิดเห็น เป็นการเขียนเรื่องราวส่วนตัว หนังสือนิยายรักหวานแหว หรือหนังสือการ์ตูน ก็สามารถให้อะไรกับเราได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องให้ความบันเทิงกับเราล่ะ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือที่พบเห็นจากการเดินทางในแต่ละวัน เพื่อเตือนความจำ บันทึกเรื่อง โดยสรุปย่อสาระสำคัญด้วยสำนวนภาษาของตน ซึ่งอาจจะแสดงข้อคิดเห็น และสรุปไว้ด้วย การอ่านหนังสือนั้นช่วยให้เราได้เรียนรู้สำนวนภาษา คำศัพท์ สมุดบันทึกออนไลน์ วิธีการพูดอย่างสละสลวย นุ่มนวล ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ การเขียนบันทึกจากการค้นคว้า เป็นการสร้างนิสัยรักการอ่านฝึกย่อความป้องกันการลืม และประหยัดเวลา แสดงความรู้สึก และข้อคิดเห็น สมองก็เป็นอวัยวะอย่างหนึ่งในร่างกาย ที่ต้องการการออกกำลัง เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการทำงานให้ลื่นไหลไม่ติดขัดอยู่เสมอ และจากการวิจัยทางการแพทย์ก็พบว่า การอ่านหนังสืออยู่เสมอจะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง เราก็จะมีโอกาสได้เรียนรู้คำศัพท์ และสำนวนใหม่ ๆ ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่เชื่อลองสังเกตสำนวนการพูดหรือสำนวนการเขียนของคนที่ชอบอ่านหนังสือดูก็ได้ แล้วจะได้เห็นความแตกต่าง สมุดบันทึกออนไลน์ ว่าเขาสามารถพูดจา และเขียนหนังสือได้อย่างไม่สะดุด อ่านก็ลื่นตา ฟังก็ลื่นหู เห็นได้ชัดว่ายิ่งอ่าน ก็ยิ่งได้ประโยชน์ดี ๆ ต่อตัวคุณเองอย่างไม่น่าเชื่อ และกระตุ้นกระบวนการคิด ทำให้ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ และโรคความจำเสื่อม เพราะการใช้สมองคิดตามสิ่งที่อ่าน จะทำให้สมองได้ทำงานอยู่ตลอดนั่นเอง เมื่อเราอ่านหรือรับอะไรก็ตามเข้าไปในสมอง สมองจะสั่งการเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ในส่วนหนึ่งของสมอง ที่มีไว้สำหรับการจดจำข้อมูล และเรียกใช้ได้อย่างทันทีเมื่อจำเป็น ดังนั้นเมื่อเราอ่านหนังสือมาก สมองก็จะได้ทำงาน เก็บข้อมูลและเรียบเรียงข้อมูลใหม่ เพื่อให้เราสามารถจำอะไรได้ดีขึ้น เราจึงสามารถเรียนรู้และจดจำได้อย่างดี ไม่มีลืม

เครื่อง CNC แตกต่างจากเครื่องจักรทั่วไปอย่างไร

ความหมายของ CNC (ซี เอ็น ซี)

CNC ซึ่งย่อมาจาก Computer Numerical Control คือระบบการควบคุมเครื่องจักรแบบมีคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูงเพิ่มเข้าไปภายในระบบทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลที่ป้อนเข้าในระบบเอ็นซี และประมวลผลข้อมูลเพื่อผลลัพธ์ที่ได้ไปควบคุมเครื่องจักรกล

หลักการทางานของเครื่องจักรกล ซีเอ็นซี

ก่อนที่ช่างเทคนิค CNC จะใช้งานเครื่อง ควรรู้หลักการทางานของเครื่องจักรกลซีเอ็นซีก่อนว่า จะคล้ายคลึงกับเครื่องจักรกลทั่ว ๆ ไปคือพื้นฐานเบื้องต้นของการทำงานของเครื่องจักรกลซีเอ็นซีจะทำการผลิตชิ้นงานเหมือนกับเครื่องจักรกลทั่วไปแต่จะแตกต่างกันดังนี้

เครื่องจักร ซี เอ็น ซี

-ชุดแปลงสัญญาณไฟฟ้า

-โปรแกรม

-ชุดควบคุม

-ชุดตรวจวัดและส่งสัญญาณป้อน

-การควบคุมการทำงานของเครื่องซีเอ็นซีจะใช้ คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานในขั้นตอนต่าง ๆ แทนที่จะใช้ช่างเทคนิค CNC ควบคุมเครื่อง ส่วนของการควบคุมเครื่องจักรแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

– การควบคุมการเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ

– การควบคุมความเร็วของการเคลื่อนที่

ความแตกต่างระหว่างเครื่องจักรกลทั่วไปกับซีเอ็นซี

หลักการทางานของเครื่องจักรกลทั่วไป

เครื่องจักรกลทั่วไปจะต้องใช้ช่างควบคุมเครื่องในการหมุนเลื่อนโต๊ะงาน เพื่อเลื่อนคมตัดหรือชิ้นงานให้เคลื่อนที่ไปตามระยะที่ต้องการ เมื่อเสร็จสิ้นการทำงานแล้วก็จะได้ชิ้นงานที่มีรูปทรงและขนาดตามความต้องการ ซึ่งช่างควบคุมเครื่องจะต้องคอยเฝ้าดูตำแหน่งของคมตัดที่สัมผัสกับเส้นรอบรูปบนชิ้นงานที่กำลังตัดเฉือนอยู่ตลอดเวลา และในการเปลี่ยนตำแหน่งของคมตัด ช่างจะต้องหมุนมือหมุน เพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของแท่นเลื่อนต้องคอยสังเกตคมตัด เพื่อตรวจสอบตำแหน่งของชิ้นงานกับคมตัด และเมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการแล้ว ช่างก็จะหยุดหมุนมือหมุน คมตัดก็จะหยุดเคลื่อนที่ ซึ่งภาษาทางเทคนิค เรียกการทำงานนี้ว่า การควบคุม (Control)

นอกเหนือจากการควบคุมตำแหน่งของชิ้นงานกับเครื่องมือตัดแล้ว ช่างยังต้องควบคุมอัตราป้อนซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุชิ้นงาน วัสดุของเครื่องมือตัดและตำแหน่งของคมตัดด้วย ซึ่งในบางครั้งช่างจะต้องลดอัตราป้อนลงเมื่อใกล้จะถึงตำแหน่งที่ต้องการ เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ถูกต้องจริง ๆ นอกจากนี้จะต้องคอยปรับความเร็วรอบและตำแหน่งของการหล่อเย็นให้ถูกต้องอีกด้วย

 หลักการทางานของเครื่องจักรกลเอ็นซีหรือซีเอ็นซี

การที่เครื่องจักรกลซีเอ็นซีจะทำงานได้นั้น ระบบควบคุมของเครื่องจะต้องได้รับคำสั่งจากช่างเทคนิค CNC เป็นภาษาที่ระบบควบคุมเข้าใจได้เสียก่อนว่าจะให้เครื่องจักรกลซีเอ็นซีทำอะไร ดังนั้นช่างเทคนิค CNC จึงจำเป็นจะต้องป้อนโปรแกรม เข้าไปในระบบควบคุมของเครื่องผ่านแป้นพิมพ์  หรือเทปแม่เหล็ก เมื่อระบบควบคุมอ่านโปรแกรมที่ป้อนเข้าไปแล้ว ก็จะนำไปควบคุมให้เครื่องจักรกลทำงานโดยอาศัยมอเตอร์ป้อน   เพื่อให้แท่นเลื่อนเคลื่อนที่ได้ เช่น เครื่องกลึงซีเอ็นซี ก็จะมีมอเตอร์ในการเคลื่อนที่ 2 ตัว หรือเครื่องกัดซีเอ็นซีจะมีมอเตอร์ป้อน 3 ตัว จากนั้นระบบควบคุมอ่านโปรแกรมแล้ว ก็จะเปลี่ยนรหัสโปรแกรมนั้นให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าเพื่อไปควบคุมให้มอเตอร์ทำงาน แต่เนื่องจากสัญญาณที่ออกจากระบบควบคุมนี้มีกำลังน้อย ไม่สามารถไปหมุนขับให้มอเตอร์ทำงานได้ ดังนั้น จึงต้องส่งสัญญาณนี้เข้าไปในภาคขยายสัญญาณของระบบขับ และส่งสัญญาณต่อไปยังมอเตอร์ป้อนแนวแกนที่ต้องการเคลื่อนที่ ตามที่โปรแกรมกำหนด ความเร็วและระยะทางการเคลื่อนที่ของแท่นเลื่อน ช่างเทคนิค CNC จะต้องกำหนดให้ระบบควบคุมรู้  เนื่องจากระบบควบคุมซีเอ็นซีไม่สามารถมองได้ ซึ่งจะแตกต่างกับช่างเทคนิค CNC ที่อาศัยสายตามองดูตำแหน่งของคมตัดกับชิ้นงาน ก็จะรู้ว่าต้องเลื่อนแท่นเลื่อนไปอีกเป็นระยะทางเท่าใด ดังนั้น จึงต้องออกแบบอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่สามารถจะบอกตำแหน่งของแท่นเลื่อนให้ระบบควบคุมได้รู้ อุปกรณ์ชุดนี้เรียกว่า ระบบวัดขนาด (Measuring System) ซึ่งประกอบด้วยสเกลแนวตรง มีจำนวนเท่ากับจำนวน 6 แนวแกนในการเคลื่อนที่ของเครื่องจักรกล ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าที่สัมพันธ์กับระยะทางที่แท่นเลื่อนเคลื่อนที่กลับไปยังระบบควบคุม ทำให้ระบบควบคุมรู้ว่าแท่นเลื่อนเคลื่อนที่ไปเป็นระยะทางเท่าใด

จากหลักการควบคุมการทำงานดังกล่าว ทำให้เครื่องจักรกลซีเอ็นซีสามารถผลิตชิ้นงานให้มีรูปร่างและรูปทรงให้มีขนาดตามที่ต้องการได้โดยไม่ต้องมีช่างเทคนิค CNC ควบคุมตลอด เนื่องจากการสร้างและการทำงานที่เหนือกว่าเครื่องจักรกลทั่วไป

 องค์ประกอบของเครื่องจักรซีเอ็นซี

ส่วนใหญ่เครื่องจักรซี เอ็น ซี จะมี องค์ประกอบ 3 ส่วนหลักๆ คือ

– ชุดควบคุมการทางาน

– ระบบกลไกในการเคลื่อนที่

– ตัวเครื่องจักร

ชุดควบคุม ซี เอ็น ซี

ชุดควบคุมหรือ “คอนโทรลเลอร์” หรือ หน่วยควบคุมเครื่องจักร (MCU) ของเครื่องซีเอ็นซี เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถจัดเก็บโปรแกรม  และแก้ไขดัดแปลงโปรแกรมได้  คอมพิวเตอร์เข้าใจโปรแกรมที่ป้อนและทำการควบคุมเครื่องจักรให้ทางานตามคำสั่งในโปรแกรม เอ็น ซี นอกจากนี้ยังทำการประมวลและคำนวณข้อมูลและโค้ด  และควบคุมการทำงานโดยผ่านระบบเชื่อมโยง

หน้าที่ของช่างเทคนิค CNC

1.สามารถเขียนโปรแกรม CNC ได้
2. อ่าน Drawing และเข้าใจอย่างถูกต้อง
3. Set Up งานบนเครื่องจักรได้อย่างถูกต้อง

  1. ผลิตงานตาม Drawing ที่ได้รับมอบหมายให้ถูกต้องและทันเวลา

5.สามารถควบคุมและแก้ไขปัญหาเวลาเครื่องจักรบกพร่องได้

ความรู้สำหรับผู้ที่สนใจเป็นช่างเชื่อม

ช่างเชื่อม Welding เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ไม่มีคนอยากเรียน เพราะเป็นสาขาที่เรียนหนัก พอจบออกไปก็ต้องทำงานกลางแจ้ง บางคนมองว่า เรียนหนัก งานก็หนักตามไปด้วย ผู้ปกครองหลายคนก็ไม่นิยมส่งลูกเรียนสาขานี้ และนิยมให้ลูกหลานต้องเรียนจบปริญญาตรีถึงจะประสบความสำเร็จมีหน้าที่การงานที่ดี  ทั้งๆ ที่จบสาขานี้ออกไปโอกาสมีงานทำสูงและมีรายได้ดีอย่างแน่นอน เพราะเป็นสาขาขาดแคลน ที่สำคัญตลาดยังต้องการอีกมาก

     รายได้ของช่างเชื่อม Welding นั้น จะได้ค่อนข้างดี ในงานเชื่อมบางงานที่ต้องใช้ฝีมือสูงอาจจะไม่ได้ได้ค่าจ้างเป็นเดือน แต่ได้เป็นชิ้นๆ ไป ดังนั้น ชิ้นงานใดที่มีความยากและใช้ความละเอียดสูงก็จะได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้นตาม แต่ถ้ารับเงินในรูปแบบเงินเดือนจากบริษัท จะขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือนบริษัทนั้นๆ ด้วยว่าจะให้ฐานเงินเดือนเท่าไหร่และโอทีต่อชั่วโมงเท่าไหร่ แต่โดยส่วนมากฐานเงินเดือนของช่างเชื่อม Welding ก็จะอยู่ประมาณ 15,000 บาท ไม่รวมโอที ดังนั้น ถ้ารวมโอทีด้วยรายได้ต่อเดือนอาจจะถึง 30,000บาท แต่หากช่างเชื่อมที่ได้เข้าไปทำงานในบริษัทญี่ปุ่น ฐานเงินเดือนก็จะต่างจากนี้มาก  และหากได้รับโอกาสไปเป็นช่างเชื่อมที่ต่างประเทศเงินเดือนอาจจะถึงหลักแสนด้วยซ้ำ

ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มเรียนสาขา ช่างเชื่อม Welding ควรรู้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการเชื่อมดังนี้

กระบวนการการเชื่อม

การเชื่อมอาร์ค

เป็นกระบวนการเชื่อมที่ใช้แหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าในการสร้างอาร์คระหว่างอิเล็กโทรดกับชิ้นงานโลหะที่จะเชื่อม กระบวนการเชื่อมอาร์คนี้สามารถแบ่งแยกย่อย ได้อีกหลายกระบวนการ ซึ่งแต่ละกระบวนการมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น การกระแสไฟฟ้าที่ใช้มีการใช้ทั้งกระแสตรงและกระแสสลับ อิเล็กโทรดที่ใช้มีทั้งแบบสิ้นเปลือง  และไม่สิ้นเปลือง  แนวเชื่อมอาจมีการปกคลุมด้วยแก๊สปกคลุม ที่มีคุณสมบัติเฉื่อยหรือกึ่งเฉื่อย หรืออาจปกคลุมด้วยวัสดุอื่นๆ เช่นแสลกและฟลักซ์

การเชื่อมแก๊ส

กระบวนการเชื่อมแก๊สที่ใช้แพร่หลายมากที่สุดคือ การเชื่อมออกซิเจน ถือว่าเป็นงานเชื่อมที่มีกระบวนการเชื่อมที่เก่าแก่และมีความยืดหยุ่นมากที่สุด แต่ในปัจจุบัน สำหรับงานระดับอุตสาหกรรมแล้ว กระบวนการเชื่อมออกซิเจนได้รับความนิยมน้อยลง เว้นแต่การเชื่อมท่อ และการเชื่อมเพื่อซ่อมบำรุงที่ยังมีการใช้อยู่

ช่างเชื่อม Welding จะสังเกตเห็นได้ว่าเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการเชื่อมออกซิเจนมักมีราคาไม่แพง และไม่ซับซ้อน เมื่อเทียบกับกระบวนการเชื่อมอื่นๆ ซึ่งโดยทั่วไปกระบวนการนี้จะใช้การเผาไหม้ระหว่าง อะซิเตลีน และออกซิเจน เพื่อสร้างเปลวเพลิงที่มีอุณหภูมิสูงได้ถึง 3100 องศา แต่เนื่องจากเปลวเพลิงที่เกิดขึ้นนี้มีหนาแน่นต่อพื้นที่ต่ำกว่าการเชื่อมอาร์ค ทำให้การเย็นตัวของแนวเชื่อมช้ากว่า นำไปสู่การเกิดความเค้นตกค้างมากกว่า ส่งผลให้เกิด การบิดเสียรูป

การเชื่อมต้านทาน

เป็นการเชื่อมที่สร้างความร้อนจากการผ่านกระแสไฟฟ้าผ่านโลหะที่มีความต้านทานไฟฟ้า ซึ่งบริเวณที่มีความต้านทานสูงคือบริเวณรอยที่ผิวโลหะคนละชิ้นมาสัมผัสกัน จะเกิดความร้อนสูงสุด ทำให้โลหะหลอมละลายเกิดเป็นบ่อหลอมเชื่อมต่อโลหะทั้งสองชิ้นเข้าด้วยกันที่มีกระแสไฟฟ้า (1000–100,000 A) ไหลผ่านโลหะโดยทั่วไปกระบวนการเชื่อมนี้ทำให้เกิดมลพิษต่ำ แต่มีข้อจำกัดด้านการใช้งานที่ไม่หลากหลาย และอุปกรณ์มีราคาแพง

การเชื่อมด้วยลำเลเซอร์

คือกระบวนการหนึ่งของการเชื่อมวัสดุ โดยใช้พลังงานจากลำเลเซอร์หลอมชิ้นงานบริเวณที่ ลำเลเซอร์ตกกระทบ โดยพลังงานที่เข้าสู่ชิ้นงานมีความหนาแน่นสูง ทำให้สามารถเชื่อมโดยรอยเชื่อมแคบและลึกได้ เหมาะกับการเชื่อมงานที่ต้องการการซึมลึก

การเชื่อมเทอร์มิท

เป็นกระบวนการเชื่อมที่ใช้มากในการเชื่อมต่อรางรถไฟ อาศัยการหลอมผงเหล็กและอะลูมิเนียมที่อุณหภูมิประมาณ 2450°

อันตรายจากงานเชื่อม

การเชื่อมอาจเป็นอันตรายและส่งผลเสียต่อสุขภาพของช่างเชื่อม Welding หากขาดความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ป้องกันสมัยใหม่ก็ลดความเสี่ยงต่างๆ ลงอย่างมาก

เนื่องจากหลาย ๆ ขั้นตอนการทำงานของกระบวนการเชื่อมเกี่ยวข้องกับกระแสไฟฟ้าหรือเปลวไฟ จึงเสี่ยงต่อการเผาไหม้และเพลิงไฟ เพื่อเป็นการป้องการการบาดเจ็บ ช่างเชื่อม Welding สวมอุปกรณ์ป้องกัน อย่างเช่นถุงมือหนัง เสื้อแขนยาว ซึ่งป้องกันร่างกายของผู้ปฏิบัติงานให้ไม่สัมผัสกับความร้อนและเปลวไฟ นอกจากนี้แสงจ้าที่เกิดจากการเชื่อมมีรังสีอัลตราไวโอเลต ยังเป็นอันตรายต่อดวงตา จึงพบเห็นได้ว่าช่างเชื่อม Welding มีการสวมหน้ากากป้องกันใบหน้าและมีแผ่นป้องกันรังสีและแสงจ้าสำหรับดวงตารวมถึงป้องกันความเสี่ยงที่จะมีปัญหาต่อโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรง ระบบประสาทและระบบสืบพันธุ์

บุคลิกของผู้แทนขายงานโครงการที่ประสบความสำเร็จ

ผู้แทนขายงานโครงการเป็นงานเซลล์ประเภทหนึ่งที่ขายของให้กับโครงการทั้งโครงการ เช่น คอนโด 1200 ห้อง จะใช้เฟอร์นิเจอร์ยี่ห้อเดียวกันหมด ขายงานพิมพ์ทุกประเภทให้บริษัทหนึ่งหรือโครงการใดโครงการหนึ่ง (โบรชัวแคตตาลอก ซอง นามบัตร ฯลฯ) เป็นต้น ซึ่งจะแตกต่างจากเซลล์ทั่วไปที่จะขายให้ลูกค้ารายย่อย โดยผู้แทนขายงานโครงการจะต้องมีเทคนิคและฐานข้อมูลที่ดีในการหาลูกค้าใหม่ๆ การติดตามงานขายโครงการยุคปัจจุบัน ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ  ในเบื้องต้นผู้แทนขายงานโครงการควรมีฐานข้อมูลงานก่อสร้างที่ดีก่อน จะประหยัดเวลา และพบกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนแต่อย่างไรก็ตามในบางครั้งผู้แทนขายงานโครงการก็มีความจำเป็นต้องเผชินหน้ากับลูกค้า และนอกเหนือจากความรู้ในสินค้าแล้วบุคลิกของผู้แทนขายงานโครงการก็มีส่วนสำคัญในการจะประสบความสำเร็จ โดยบุคลิกของผู้แทนขายงานโครงการที่ประสบความสำเร็จจะประกอบด้วย

  1. มีความซื่อตรง (Conscientiousness)ความซื่อสัตย์และซื่อตรงคือสิ่งที่นอกจากผู้แทนขายงานโครงการ ทุกอาชีพก็ควรมีสิ่งนี้อยู่ในตนเอง การขายที่ดีไม่ใช่การแถหรือการคุยโม้โอ้อวด แต่ถึงเวลาจริงๆ แล้วทำไม่ได้ ควรมอบความจริงใจและพูดความจริงต่อให้คุณไม่สามารถทำได้ก็ต้องยอมรับว่าทำไม่ได้ หรือแม้แต่ความผิดที่คุณควรใช้ความซื่อตรงในการขอโทษและแก้ปัญหาอย่างจริงใจ
  2. มีความเคารพนับถือผู้อื่น (Respectful)การเคารพนับถือไม่ได้หมายความว่าการกระทำเช่น ยกมือไหว้สวัสดี พยักหน้า เท่านั้น แต่หมายถึงความคิดภายในจิตใจที่ต้องเคารพนับถือคนอื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าพวกเขาจะสูง ต่ำ ดำ ขาว มีการศึกษาระดับใดก็ตาม จงให้เกียรติทุกคน แม้กระทั่งยาม พนักงานทำความสะอาด ไปจนถึงตัวลูกค้าที่ถึงแม้ว่าจะร้ายกับคุณแค่ไหน คุณก็ยังนับถือพวกเขา ในฐานะที่พวกเขาเอาเงินมาให้ก็ยังดี (ยิ้ม)
  3. มีความคิดริเริ่มในการลงมือทำเสมอ (Initiative) ผู้แทนขายงานโครงการที่ดีจะไม่นั่งตากแอร์อยู่เฉยๆ เพื่อรอรับโทรศัพท์หรือรอรับออเดอร์เป็นอันขาด ถ้ารู้สึกว่าง พวกเขาจะเริ่มลงมือ “ออกล่า” ลูกค้าเอง ถึงแม้ว่าจะไม่มีคอนเน็กชั่นในมือเลยก็ตาม พวกเขาจะพยายามทุกวิถีทาง ตั้งแต่การโทรทำนัด สอบถามหาคอนเน็กชั่นลูกค้าที่ใช่ ไปจนถึงบุกเข้าไปเปิดการขาย เพื่อให้การขายคืบหน้า หรือแม้แต่ช่วงที่นำเสนองานไปแล้ว จะไม่มัวแต่นั่งรอลูกค้าติดต่อกลับเด็ดขาด พวกเขาจะเริ่มตามงานด้วยการทำงานใดๆ ที่ทำให้การขายคืบหน้า (Proactive) ส่งผลให้การขายประสบความสำเร็จ
  4. เป็นนักฟังที่ดี (Listener)การฟังที่ดีคือการฟังจับใจความ จับสิ่งที่ลูกค้าพูดและส่งออกมาได้อย่างเข้าใจ เช่น คุณถามคำถามเกี่ยวกับธุรกิจของลูกค้าซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสินค้าและบริการของคุณ ลูกค้าจะเริ่มพูดออกมาและคุณจะสามารถเก็บข้อมูลพวกเขาได้ ถ้าตั้งใจฟังพร้อมทั้งจดเพื่อช่วยเตือนความจำ เมื่อนั้นคุณจะเริ่มค้นพบความต้องการที่ซ่อนอยู่ของลูกค้า เช่น ลูกค้าแชร์ว่าใช้ระบบแอร์แบบธรรมดาอยู่ ซึ่งคุณรู้อยู่แล้วว่ามีค่าไฟฟ้าชัวร์ คุณขายแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ ซึ่งประหยัดไฟกว่า ทำให้คุณสามารถนำเสนอทางเลือกที่ดีกว่าได้อย่างแม่นยำ
  5. มีความเพียร (Persistent)ความเพียรคือความพยายามและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ถึงแม้ว่างานนั้นจะยากแค่ไหนก็ตาม เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับการแข่งขันในสนามการค้าที่มีคู่แข่ง ทั้งระดับเจ้าตลาดหรือระดับบ้านๆ ถ้าคุณเริ่มคิดว่าตัวเองเสียเปรียบคู่แข่ง โดยเฉพาะเรื่อง “ราคา” จากนั้นก็ล้มเลิกความตั้งใจ ถ้าคุณขาดความเพียรพยายาม ขอบอกเลยว่าคุณไม่มีทางชนะและประสบความสำเร็จเด็ดขาด จงพยายามตามงานและแสดงความตั้งใจ เอาใจใส่ต่อลูกค้าให้เต็มที่ ปลายทางแห่งชัยชนะที่เอาชนะใจลูกค้าก็คือ “ตัวคุณ” นั่นแหละ เพราะพวกเขาเห็นความเพียรพยายามของคุณ
  6. มีความว่านอนสอนง่าย (Coachable)ถ้าคุณเป็นคนที่สอนไม่ได้ ต่อให้เก่งแค่ไหน แต่ไม่ฟังคำสั่งสอนหรือคำแนะนำของผู้นำ คุณไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย ลองดูนักฟุตบอลชื่อดังบางคนที่ฝีเท้าเก่งมาก เช่น มาริโอ บาโลเตลลี (Mario Balotelli) ที่เก่งกาจสุดยอดแต่เลี้ยงไม่เชื่อง สอนไม่ได้ เล่นไม่เข้าระบบ สุดท้ายก็กลายเป็นแค่นักบอลของทีมเล็กๆ ไม่เข้าขั้นระดับโลก การถูกโค้ชชิ่งที่ดีจะต้องฟังและลงมือทำตาม ไม่ใช่ฟังแล้วเงียบ ไม่ทำอะไร ต่อให้เทพมาสอนกี่ครั้งๆ ก็ไร้ประโยชน์ จงลดอีโก้ของตัวเองให้ได้ ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว
  7. เป็นคนคิดบวก (Positive)ถ้าคุณไปซื้อเสื้อผ้า คุณอยากซื้อกับผู้แทนขายงานโครงการหน้าตาเศร้าๆ หรือผู้แทนขายงานโครงการที่แฝงด้วยรอยยิ้ม คิดบวก ต่อให้คุณพูดจากวนตีนอย่างไรและไม่ซื้อ พวกเขาก็บริการคุณอย่างสุดความสามารถและหวังให้คุณกลับมาซื้อในภายหลัง ไม่เชื่อลองเดินเข้าร้านหรูๆ พวกกระเป๋าแบรนด์เนมนะครับ เช่น ชาแนล หรือ หลุยส์วิตตอง ถ้าคุณเป็นพนักงานขายในนั้นคงเบื่อ เพราะหลายๆ คนเข้ามาดูเฉยๆ แต่พวกเขาจะคิดบวก มีรอยยิ้มเสมอ จนลูกค้าที่ไม่เคยซื้อเดินกลับมาพร้อมเงินและซื้อมัน นี่คือตัวอย่างของผู้แทนขายงานโครงการที่ประสบความสำเร็จจากความคิดที่ดีครับ
  8. มีไหวพริบที่ดี (Resourceful)ผู้แทนขายงานโครงการตัวจริงจะมีไหวพริบเมื่ออยู่ในสถานการณ์ “เข้าตาจน” เช่นเวลาที่การสนทนาและการเปิดการขายเริ่มไม่เข้าท่า ลูกค้าปิดใจ ก็สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ที่ล่อแหล่มกับความไม่มีความต้องการ มาเป็นการเปลี่ยนคำถามจนหาช่องทางเปิดใจและทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ามีประโยชน์ โดยใช้จินตนาการและจิตวิทยาที่ดี รู้จักวิธีการ “สังเกตสีหน้า” ท่าทางของลูกค้าเพื่อแก้เกมระหว่างการนำเสนอได้ดี

ต้นแปะก๊วย ทิวทัศน์สีเหลืองอร่าม…!!!

ต้นแปะก๊วย เมื่อย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน บริเวณสวนเมจิจิงกูไกเอ็น (Meiji Jingu Gaien) จะเต็มไปด้วยผู้คนเดินทางมาชมทิวทัศน์สีเหลืองอร่าม โฉมหน้าที่แท้จริงของสีเหลืองทองนี้ก็คือใบของต้นแปะก๊วยนั่นเอง ยิ่งเมื่อโดนแสงอาทิตย์ใบสีเหลืองก็ยิ่งสว่างสดใสสวยงาม ราวๆ ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ต้นแปะก๊วยจะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวไปสู่สีเหลือง พอถึงช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ใบไม้สีเหลืองและท้องฟ้าสีฟ้าสดใสในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ตัดกัน ยิ่งทำให้สัมผัสได้ถึงสีสันที่สดใสงดงามยิ่งขึ้นไปอีก ราวกับทิวทัศน์ที่ออกมาจากภาพวาดเลยทีเดียว

เมื่อถึงช่วงหมดฤดูใบไม้ร่วง ใบของต้นแปะก๊วยที่ร่วงหล่นจะทำให้พื้นรอบๆ บริเวณนี้ดูราวกับถูกปูด้วยพรมสีเหลืองเลย ในช่วงเวลาระหว่าง 9 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็นของวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ บริเวณถนนต้นแปะก๊วยจะปิดไม่ไห้รถผ่าน กลายเป็นถนนคนเดิน จึงทำให้บริเวณนี้ครึกครื้นไปด้วยผู้คนมากกว่าปกติ จะมีการจัดงานเทศกาลต้นแปะก๊วย Jingu Gaien Icho Matsuri ราววันที่ 15 พ.ย. ถึงต้นเดือนธันวาคม เวลา 10:00 – 17:30 ภายในงานจะมีการออกร้านทั้งของอร่อยประจำท้องถิ่นจากทั่วประเทศ และการแสดงของเหล่านักแสดงเปิดหมวกมากมาย

วันนี่เราจะมาบอกพิกัด 6 จุดชม ต้นแปะก๊วยในญี่ปุ่น สุดโรแมนติกมาแนะนำกัน

  1. Showa Kinen Park เป็นสวนสาธารณะที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองพิธีกาญจนาภิเษกครบรอบ 50 ปีของจักพรรดิโช และยังถือเป็นจุดชมต้นแปะก๊วยเปลี่ยนสีที่สวย เพราะเป็นสวนที่มีขนาดใหญ่ มีต้นแปะก๊วยจำนวนมากโน้มกิ่งลงมาเป็นอุโมงต้นแปะก๊วยแสนสวยที่มีระยะทางยาวกว่า 300 เมตร ที่นี่มีการตกแต่งที่สวยงามมากกว่าที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณน้ำพุที่ถือเป็นไฮไลท์ของสวน
  2. สวนโยโยกิ Yoyogi Park คือ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีทำเลที่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว อยู่ติดกันกับสถานีรถไฟฮาราจูกุและศาลเจ้าเมจิ เป็นสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้จำนวนมากมาย ที่นี่มักถูกใช้เป็นพื้นที่รวมตัวจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของวัยรุ่นรวมตลาดนัดเปิดท้ายขาย ซึ่งเป็นตลาดนัดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ไฮไลท์ของที่นี่คือฤดูกาลแห่งต้นแปะก๊วยเปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ที่จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงซากุระบาน และช่วงที่ต้นแปะก๊วยเปลี่ยนสี
  3. มหาวิทยาลัยโตเกียว มหาวิทยาลัยที่มีต้นแปะก๊วยอยู่สองทางเดิน ที่นี่เราจะพบเห็นต้นแปะก๊วยอยู่เต็มบริเวณพื้นที่ของมหาวิทยาลัย เพราะต้นแปะก๊วยเป็นสัญญาลักษณ์ของมหาวิทยาลัยนี้ เพราะบรรยากาศที่สวยงามนี้จึงมักจะมีกองถ่ายมาถ่ายทำภาพยนตร์หรือละครอยู่บ่อยๆ ทุกส่วนของมหาวิทยาลัยกลายเป็นสีเหลืองทองสวยทั่วไปหมด ต้นแปะก๊วยจะมีจำนวนเยอะมากเป็นพิเศษในบริเวณใกล้ ๆ กับประตูทางเข้าใหญ่ของมหาวิทยาลัย และทางเดินบริเวณหน้าหอนาฬิกาที่ถือเป็นจุดโปรโมทของที่นี่
  4. สวนสาธารณะเมจิจิงงู ไกเอ็น Meiji Jingu Gaien Park ถนนสายต้นแปะก๊วย เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมที่เหล่านักท่องเที่ยวต่างพากันมาชื่นชมความสวยงามของต้นแปะก๊วยที่เริ่มเปลี่ยนสีเมื่อถึงฤดูหนาว เส้นทางแห่งความงามของถนนสายต้นแปะก๊วยนั้นเริ่มต้นตั้งแต่สถานีรถไฟใต้ดิน Aoyama-Icchome Station เรื่อยไปจนถึงจุดสิ้นสุดของถนน ตลอดสองข้างทางถูกย้อมสีจนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอร่ามไปทั่ว เป็นอุโมงค์ต้นแปะก๊วยสุดโรแมนติกให้เราได้เดินลอดผ่าน ช่วงเดือนธันวาคมถนนจะเหลืองอร่ามทั้งสาย
  5. Ibaraki Prefectural Culture Center ประมาณ 12 นาที เดินจากปะตูทิศใต้ (มินามิกุจิ) สถานีมิโตะ ที่นี่คือจุดพักผ่อนของชาวเมืองมิโตะ ตามทางเซนบะโกะ (ทะเลสาบเซนบะ) มีต้นเปะก๊วยเรียงรายกันอย่างสวยงาม เชิญเพลิดเพลินไปกับฤดูต้นแปะก๊วยเปลี่ยนสี ณ มิโตะ โดยการถ่ายรูปกับต้นแปะก๊วย ช่วงที่เหมาะแก่การชม ต้นเดือน – ปลายเดือนพฤศจิกายน การเดินทาง เลี้ยวขวาตรงสัญญาณไฟจราจรที่ 2 ของทางแยกใหญ่จากประตูทิศใต้ (มินามิกุจิ) สถานีมิโตะ (ตรงกันข้ามกับ President Hotel Mito) ซึ่งถ้าเดินตรงไปจะเจอกับต้นแปะก๊วยที่ปลูกเรียงกัน
  6. พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จังหวัดอิบารากิ สวนต้นแปะก๊วยภายในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จังหวัดอิบารากิประมาณ 50 ต้น จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอร่ามตั้งแต่กลางเดือน – ปลายเดือนพฤศจิกายน โดยเทศกาลชมต้นแปะก๊วยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 – 23 พ.ย. และจะมีการจัดไลท์อัพรวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ก่อนและหลังวันที่ 13 พ.ย. อีกทั้งยังไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมใด ๆ โดยทั้งสิ้น ช่วงที่เหมาะแก่การชม ต้นเดือน – ปลายเดือนพฤศจิกายน การเดินทาง ประมาณ 10 นาที นั่งรถบัสสายไคราคุเองที่มุ่งหน้าไปยัง “Sakuragawanishidanchi” จากจุดขึ้นรถบัสหมายเลข 4 ประตูทิศเหนือ (คิตะกุจิ) สถานีมิโตะ และลงที่ “Rekishi-kan Kairakuen Iriguchi” จากนั้นเดินต่ออีก 2 นาที

เตรียมตัวเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองกันเถอะ….!!!

การเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ตั้งแต่การยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่นไม่เกิน 15 วัน ของนักท่องเที่ยวชาวไทย ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา คนไทยให้ความสนใจเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกันมากขึ้นเยอะ สังเกตุได้จากปริมาณคนที่ล้นหลามบริเวณบูธที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นในงานท่องเที่ยวทุกครั้ง และ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ค่อนข้างปลอดภัย แถมการเดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก คนไทยจึงหันมานิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองกันมากขึ้น

แต่สำหรับคนไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก เชื่อว่าการวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้รีวิวทุกวันนี้จะเยอะแยะมากมาย แต่ก็สร้างความสับสนไม่น้อยเช่นกัน เพราะที่ไหนของญี่ปุ่นก็สวยไปหมด ตรงไหนก็น่าไป บัตร pass ต่างๆ ก็เยอะแยะจนชวนงง

วันนี้เราจะมาแนะนำของที่ต้องเตรียมเมื่อเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

  1. ปลั้กพ่วง ได้ใช้แน่ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองมักมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชิ้น การมีปลั้กพ่วงไปเที่ยวญี่ปุ่นจะช่วยอำนวยความสะดวกแต่ละคืนที่เราจำเป็นต้องชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ที่โรงแรม ลองคำนวนจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องชาร์จในแต่ละคืน เช่น มือถือ 2. Power Bank 3. แบตเตอรี่กล้อง ฯลฯ
  2. หัวแปลงปลั๊ก หัวแปลงแบบ 3 ขาเป็น 2 ขา เพราะที่ญี่ปุ่นใช้ไฟฟ้า 100v กำลังต่ำจึงไม่ต้องมีสายดิน ทำแบบนั้นได้เพราะลงทุนจุดจั้มกระแสไฟเยอะ ต่างจากบ้านเราที่ใช้ไฟ 220v เพื่อให้ส่งไฟฟ้าไปได้ไกลๆ ญี่ปุ่นเลยใช้ช่องเสียบปลั้กส่วนใหญ่เป็นแบบแบน 2 รู (แบบไม่มีสายดิน) ซึ่งตรงกันข้ามกับปลั้กไฟของไทยรุ่นใหม่หลายชิ้นที่เป็นแบบ 3 ขา สำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองเราเลยแนะนำให้คุณพกหัวแปลงไปด้วย
  3. รองเท้าดี เดินไกลกว่าใครเขา เมื่อเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง การเดิน จัดเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าหากคุณได้รองเท้าผ้าใบดีๆ ที่ช่วยซัพพอร์ตเท้าได้จะดีมาก หรือดีกว่านั้นถ้าเป็นรองเท้าวิ่งน้ำหนักเบา รองเท้าดีๆ จะช่วยให้เหนื่อยน้อยลงและเที่ยวได้เยอะขึ้นอีก
  4. พกถุงเท้าพอดีวัน ด้วยความที่การเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองต้องเดินเยอะมาก การเสียดสีของเท้ากับรองเท้าก็เยอะตามมา ถ้าใครเป็นคนที่มีกลิ่นเท้าก็จะยิ่งเหม็นมากเพราะการใช้งานหนัก เราจึงแนะนำให้คุณเตรียมถุงเท้ามาเปลี่ยนใหม่ทุกวันดีกว่าใส่ซ้ำ เพราะถุงเท้าที่ไทยราคาถูกกว่าที่ญี่ปุ่น
  5. พกกันหนาวให้พร้อม ลองเช็คพยากรณ์อากาศถึงสภาพอากาศช่วงนั้น ถ้าอุณหภูมิต่ำว่า 7 องศา ควรเตรียมอุปกรณ์กันลมหนาวมาด้วย ไม่งั้นความหนาวจะไม่ใช่แค่ชิลๆ แต่อาจจะเย็นจนทรมานและเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองอาจไม่สนุกเลย ต้องการตรวจสอบสภาพ
  6. Power Bank การมาเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองยุคนี้มือถือช่วยได้มหาศาล แต่แบตเตอรี่ส่วนใหญ่อาจอยู่ไม่ถึงวัน ยิ่งถ้าใช้เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองก็หมดก่อนแน่ ดังนั้น Power Bank จึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ชอบรุ่นไหนก็ตามสบาย แต่ควรดูที่มีจำนวนแอมป์กำกับบนก้อนเพื่อผ่านสนามบิน
  7. ใช้แอพ Google Maps สำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองนี่ไม่มีแอพแผนที่อะไรจะดีงามเท่า Google Maps อีกแล้ว เพราะแอพนี้ช่วยชีวิตได้เยอะมากจริงๆ
  8. เรื่องของห้องน้ำ ส้วมญี่ปุ่นไม่มีที่ฉีดก้น โถส้วมที่ญี่ปุ่นไม่มีที่ฉีดก้นเหมือนเมืองไทย แต่มีก้านฉีดล้างก้นอยู่ในโถซึ่งแต่ละโถก็ออกแบบแผงควบคุมไม่เหมือนกัน โชคยังดีที่ปุ่มมีสัญลักษณ์ ดูแล้วพอเดาได้
  9. เรื่องของห้องน้ำ ทิ้งกระดาษชำระลงไปได้เลย ในสุขาที่ญี่ปุ่นจะไม่มีถังขยะให้ทิ้งกระดาษชำระ หรือถ้ามีจะเล็กมาก เพราะญี่ปุ่นมีระบบชักโครกและท่อระบายน้ำดี สามารถทิ้งกระดาษชำระลงในชักโครกได้เลย (แต่ไม่ควรทิ้งผ้าอนามัยหรืออื่นๆ ที่อาจทำให้ท่อตันได้)
  10. คนญี่ปุ่นไม่เก่งภาษาอังกฤษ ความสนุกจุดนึงในการเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองอยู่ตรงที่ เราไม่ชำนาญภาษาอังกฤษพอกัน บางคนพูดไม่ได้เลยแม้จะเป็นวัยรุ่น หลายคนไม่คล่องภาษายิ่งกว่าเราเสียอีก คุณต้องเข้าใจความรู้สึกเวลาฝรั่งมาถามทางเรา ตอนที่เราไม่ถนัดภาษาอังกฤษ อารมณ์เดียวกันเลย แต่ถ้าเล็งจะถามทางหรือจะคุยกับใครแล้ว ใช้เทคนิคก็ง่ายๆ คือไม่ต้องพูดเป็นประโยค แต่ให้พูดเป็นคำๆ
  11. เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองมารยาทเที่ยวญี่ปุ่น เข้าคิว แม้จ่ายเงินในเซเว่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัย และให้ความสำคัญกับการเข้าแถวรอคิวน่าจะที่สุดในโลกก็เป็นได้ แม้ตอนที่ประสบภัยพิบัติ ผู้คนก็ยังต่อแถวรับเครื่องช่วยชีวิตกันอย่างเป็นระเบียบโดยไม่ต้องมีใครกำชับ ที่สำคัญ ถ้าหากนักท่องเที่ยวสักคนแซงคิว คนญี่ปุ่นก็จะไม่มีโวยวาย แต่โดนมองแรงแน่นอน

รับออกแบบรับผลิต สั่งทำการ์ด งานคุณภาพราคาพิเศษ

สั่งทำการ์ด เป็นสื่อการโฆษณาที่ดีเยี่ยมสำหรับทุกธุรกิจ หลายคนคิดว่าโปสการ์ดมากที่สุดวิธีดาษดื่นที่จะให้เกียรติทุกคนที่สนใจของพวกเขา แต่ถ้าพวกเขาต้องการที่จะแสดงความยินดีกับผู้คนเป็นจำนวนมากในวันหยุดนี้ไม่เคยมีเงินมากพอสำหรับเป็นของขวัญที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวและเพื่อน ๆ ทุกคน เพราะโปสเตอร์มีที่พื้นที่ค่อนข้างมากเพื่อแสดงความคิดสร้างสรรค์และข้อมูลได้อย่างครบถ้วน การสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กรหรือแม้กระทั่งนอกองค์กร ถือเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากจะช่วยสร้างความสามัคคีแล้ว สั่งทำการ์ด ในกรณีนี้ความช่วยเหลือจะเสมอบัตร แต่เธอไม่ได้มีลักษณะซ้ำซากและบุคคลที่ได้มีไว้เพื่อความรู้สึกทัศนคติและความสนใจของคุณพยายามที่จะทำให้มันด้วยมือของตัวเอง ยังสามารถช่วยกระตุ้นให้พนักงานขยันและอยากที่จะทำงานกับเราอีกด้วย ดังนั้นการส่งการ์ดอวยพรหรือการ์ดเชิญ ค้นหารุ่นไม่ซับซ้อนมากของคุณซึ่งจะอยู่ภายใต้อำนาจที่จะทำให้แม้แต่ช่างฝีมือสามเณรเพื่อสร้างโปสการ์ด แต่ก่อนอื่นคุณต้องทำความคุ้นเคยกับบัตรหลักของกฎการผลิต นั้นสามารถจัดตั้งได้หลายที่ซึ่งทำให้การเข้าถึงของลูกค้าเป็นไปได้ง่าย สั่งทำการ์ด ดังเช่นการโฆษณาของดังกิ้น โดนัท โดยการปล่อยกลิ่นหอมของกลิ่นกาแฟดึงดูดความสนใจจากผู้โดยสารบนรถประจำทางในเกาหลีกลิ่นของกาแฟถือว่าเป็นสิ่งที่จะตราตรึงใจแก่คอกาแฟอยู่แล้ว รูปแบบของการ์ดอวยพร ที่ออกมาในยุคหลัง จึงไม่ค่อยได้เห็นรูปแบบของงานการ์ตูน ที่เจาะกลุ่มเด็ก ๆ ซึ่งเทรนด์การ์ดอวยพรปีใหม่ ในช่วงนี้ จะเป็นเรื่องของธรรมชาติ หรือ กรีน เพราะคนทั่วโลก รวมถึงคนไทย หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ สั่งทำการ์ด สวย ๆ เริ่มหาได้ยากมากขึ้น ในสังคมเมือง น่าจะเป็นเหตุผลคนส่วนใหญ่จะชอบภาพที่เป็นความสวยงามของธรรมชาติ สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ และทำให้คนรู้จักกันและเริ่มสื่อสารต่อกันได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณรู้สึกอย่างไร เมื่อมีคนส่งการ์ดอวยพรหรือกล่าวขอบคุณคุณ หรือเมื่อรู้ว่ามีคนจำวันเกิดของคุณได้ คุณรู้สึกดีใจและรู้สึกเป็นคนสำคัญใช่มั้ย ดังนั้น การส่งการ์ดอวยพรหรือการ์ดเชิญในวาระต่างๆ

สั่งทำการ์ด ในส่วนของตลาดการ์ดอวยพร หันมาใช้ช่องทางการขายผ่านห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ มากขึ้น จากเดิมขายผ่านร้านกิ๊ฟชอป ร้านหนังสือ ซึ่งสัดส่วนลูกค้า ระหว่างตลาดในกรุงเทพกับต่างจังหวัด นั้นอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน เพราะคนต่างจังหวัด ซึ่งมีเวลา ที่จะให้ความสำคัญกับการส่งการ์ดอวยพรมากกว่า ในขณะที่คนในกรุงเทพฯ อาจจะมีชีวิตที่เร่งรีบ ใม่ค่อยมีเวลา เป็นเหตุผลที่หันมาพึ่ง การ์ดอวยพรอิเลกทรอนิกส์แทน ดังนั้นเมื่อถึงป้ายที่จะลง การที่เห็นดังกิ้น โดนัทตั้งอยู่นั้นทำให้ลูกค้าอยากรับประทานมากกว่าเดิม สั่งทำการ์ด นี่ก็เป็นตัวอย่างเดียวกับการจัดตั้งโปสเตอร์ในสถานที่ใกล้ๆ กับร้านหรือเป็นการส่งเสริมให้ลูกค้าโทรศัพท์หรือคิดถึงสินค้าหรือบริการมากยิ่งขึ้น ถือเป็นวิธีง่ายๆและมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยรักษามิตรภาพภายในองค์กรได้แล้ว จะเป็นลักษณะของการออกแบบตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ปัจจุบันยอดการสั่งไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ลดลงไปมากนัก เพราะการส่งการ์ดอวยพรปีใหม่ ปฏิทินของบริษัทห้างร้าน ยังถือว่า เป็นความจำเป็น และเป็นประเพณีที่ทำสืบทอดต่อกันมา สั่งทำการ์ด แต่ในส่วนของการขายปลีกให้คนทั่วไป การเติบโต นั้นไม่มี เพียงแค่พยายามรักษา ยอดขายให้ไม่ตกลงไปมาก เพราะคุณโน้มน้าวและทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นคนสำคัญและคุณอยากที่จะทำความรู้จักกับเขาจริงๆ การที่ตลาดไม่ขยาย เป็นเหตุผลที่ทำให้ การแข่งขันในธุรกิจนี้ลดลงไป จากเดิมค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับในอดีต แม้จะมีผู้ผลิตรายเล็ก เพิ่มขึ้นมาในกลุ่มของ การ์ดทำมือ แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งลูกค้าจะต้องส่งเป็นจำนวนมาก ก็จะไม่เลือกการ์ดทำมือ เพราะราคาสูง สั่งทำการ์ด กว่าและต้องเสียเวลาในการมาทำการ์ดแต่ละใบ ช่วงเทศกาลปีใหม่ ลูกค้ามักจะเลือกการ์ด สำเร็จรูปมากกว่า ขนาดและพื้นที่ เนื่องจากโปสเตอร์มีตั้งแต่ขนาดเล็กที่ใช้เพื่อติดประกาศในบริษัท ไปจนถึงขนาดใหญ่มากผู้ใช้จึงสามาถใช้พื่นที่ดังกล่าวในการวาดลวดลายอย่างสร้างสรรค์และใส่ข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อที่จะตราตรึงผู้อ่านและให้ข้อมูลผู้อ่านอย่างครบถ้วน การสร้างความทรงจำและความรู้สึกที่ดีต่อกัน ถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างคอนเนคชั่นและความสัมพันธ์กันในระยะยาวได้ ในแง่ของการทำธุรกิจ

สั่งทำการ์ด การมีคอนเนคชั่นหรือความสัมพันธ์ที่กว้างขวางมักจะง่ายต่อการทำธุรกิจ การทำโปรโมชั่นให้มีประสิทธิภาพนั้น เหตุผลหลักคือความต้องการที่จะให้คนเข้ามาซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้น ดังนั้นการที่ทำโปรโมชั่นแล้วไม่สามารถบ่งบอกให้คนภายนอกองค์กรรู้ได้นั้นก็คงถือว่าไม่ประสบความสำเร็จ คุณกำลังมองหาโรงพิมพ์ที่มีคุณภาพ แต่มักจะมีราคาแพง แต่ถ้าคุณมีคอนเนคชั่นที่ดี เพื่อนคุณอาจจะสามารถช่วยแนะนำโรงพิมพ์ที่มีราคาถูกหรือมอบส่วนลดให้กับคุณได้ เป็นต้น ดังนั้น เพียงแค่คุณส่งการ์ดเชิญหรือการ์ดอวยพรในวันสำคัญต่างๆ ก็สามารถช่วยสร้างความประทับใจ สั่งทำการ์ด ให้กับลูกค้าหรือหุ้นส่วนได้แล้ว ในอนาคตเมื่อคุณต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาก็เต็มใจที่จะช่วยคุณ เนื่องจากคุณมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในยุคดิจิตอลที่เทคโนโลยีเอื้อต่อการทำธุรกิจ ทำให้มีธุรกิจเกิดขึ้นใหม่มากมายหลายประเภท หรือมักจะมีคู่แข่งทางธุรกิจเกิดขึ้นตลอด ดังนั้นการส่งการ์ดอวยพรหรือการ์ดเชิญให้กับลูกค้า หรือหุ้นส่วน สำหรับโปสเตอร์นั้นถือว่าเป็นการโฆษณาที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้มากที่สุดแล้ว สั่งทำการ์ด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรใช้โปสเตอร์ในการโฆษณาเมื่อต้องการจะทำโปรโมชั่นหรือข้อเสนอใหม่ที่น่าสนใจให้แก่ลูกค้า เป็นการย้ำตัวตนและเสนอธุรกิจของคุณให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยบอกให้ลูกค้ารู้ว่าเรายังคงทำธุรกิจอยู่นะ และสามารถใช้บริการของเราได้ การทำการตลาดด้วยวิธีนี้จะยิ่งทำให้บริษัทของคุณมีความเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างจากคู่แข่ง ระยะเวลาใช้งานที่ยาวนาน โปสเตอร์นั้นมีอายุการใช้งานค่อนข้างยาวกว่าสื่อสิ่งพิมพ์อื่น โดยจุดประสงค์ก็จะคล้ายกับการส่งจดหมายข่าวสารประจำเดือน สั่งทำการ์ด ที่จะคอยอัพเดทโปรโมชั่นและนำเสนอสินค้าและบริการให้กับลูกค้า เพราะโดยส่วนมากแล้วโปสเตอร์นั้นจะไม่โดนสัมผัสจากผู้อ่าน ดังนั้นการโฆษณาผ่านโปสเตอร์จึงมีความคุ้มค่าอย่างมาก

ปัจจุบัน สั่งทำการ์ด ผู้คนต่างให้ความสำคัญกับสถานะทางสังคมหรือภาพลักษณ์ของตนเองมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ถ้าการ์ดอวยพรและการ์ดเชิญที่เราส่งไปให้ผู้รับ มีการออกแบบที่สวยงาม ใช้วัสดุที่มีคุณภาพ ก็จะสามารถช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่มีความเป็นมืออาชีพต่อลูกค้าได้ อีกทั้งยังช่วยโน้มน้าวให้ลูกค้าอยากที่จะใช้สินค้าและบริการของเราในอนาคตได้อีกด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งในโลกออนไลน์ เหตุผลหลักๆ ก็คงเพราะ ทุกคนต่างต้องการเป็นที่รัก เป็นที่รู้จักและต้องการเป็นคนสำคัญที่มีแต่คนให้ความสนใจ โดยลูกค้าจะมองว่า สั่งทำการ์ด  เรามีความพร้อมแล้วที่จะดูแลและเอาใจใส่ลูกค้า หลังจากที่เราส่งการ์ดอวยพรและการ์ดเชิญให้กับลูกค้าในวาระต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การที่เราส่งการ์ดเชิญหรือการ์ดอวยพรที่ผลิตจากกระดาษที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (กระดาษรีไซเคิล) จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเรามีภาพลักษณ์ที่ดี มีความพิถีพิถันและก็ใส่ใจทุกขั้นตอนโดยคำนึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ทำให้กล้าที่จะลงทุนกับคุณมากยิ่งขึ้น เป็นต้น ทำให้มีนักการตลาดหลายคนที่มองเห็นและใช้ประโยชน์จากจุดนี้ เพื่อช่วยทำการตลาดและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัท สั่งทำการ์ด เหตุผลสำคัญที่ทำให้การ์ดเชิญและการ์ดอวยพรสำคัญต่อธุรกิจของคุณ คุณภาพและความชัดของโปสเตอร์ การจะปริ้นท์โปสเตอร์นั้นต้องมีความชัดและคม ถ้าภาพแตกก็คงไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้ ดังนั้นการที่ใช้ร้านที่มีคุณภาพในการปริ้นท์สื่อสิ่งพิมพ์นั้นจึงมีความจำเป็นต่อลูกค้า เชื่อเราเถอะ เพียงแค่คุณส่งการ์ดอวยพรหรือการ์ดเชิญเล็กๆน้อยๆ ให้กับลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หรือหุ้นส่วน สามารถช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นได้ สั่งทำการ์ด สำหรับใครที่กำลังมองหาโรงพิมพ์ เพื่อพิมพ์การ์ดอวยพรและการ์ดเชิญ สามารถใช้บริการสั่งพิมพ์ของเราได้ พิมพ์การ์ดอวยพร และ พิมพ์การ์ดเชิญ ติดตามบทความดีๆ จากเราได้อีกในบทความหน้า เมื่อคุณจะพิมพ์โปสเตอร์ การ์ดเชิญและการ์ดอวยพรคือหนึ่งในสิ่งพิมพ์สำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับทำการการตลาดและช่วยทำให้บรรลุจุดประสงค์นี้ เนื่องจากการ์ดเชิญและการ์ดอวยพรสามารถช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในองค์กร และระหว่างตัวบุคคลได้ ดังนั้น สั่งทำการ์ด  ทุกวันนี้สิ่งที่สำคัญในทุกสาขา เป็นการนำเสนอ บัตรอวยพรยังเป็นหนึ่งในวิธีการแสดงความรู้สึกของคุณ ฉันขอบอกว่าบัตรอวยพรเป็นบรรจุความงามของความรู้สึกของคุณ การแสดงออกเพื่อให้ผู้รับรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติ วันนี้จะมาอธิบายสาเหตุว่า “4 เหตุผลสำคัญ ทำไมการ์ดเชิญและการ์ดอวยพรถึงสำคัญต่อการทำธุรกิจ” ดังนั้นบัตรอวยพรสามารถใช้เกือบทุกโอกาสเพียงสิ่งเดียวที่คุณควรเลือก บัตรขวาสีที่เหมาะสมการออกแบบหรือภาพพร้อมกับข้อความที่พิมพ์หรือการนวดที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง ซึ่ง สั่งทำการ์ด จะเปิดเผยความรักของคุณ เนื่องจากการ์ดอวยพรมีให้เลือกหลายโอกาสและมีการ์ดอวยพรจำนวนมากในตลาด

ความหลากหลายของโรงแรมญี่ปุ่น …!!!

โรงแรมญี่ปุ่น ในญี่ปุ่นมีโรงแรมหรือที่พักให้เลือกหลากหลายประเภท หลายระดับราคา ซึ่งพอจะแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

โรงแรมญี่ปุ่น Hostel หรือ Guesthouse เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นที่พักที่มีราคาถูกที่สุด คิดค่าเข้าพักเป็นรายหัว มีทั้งห้องพักที่เป็นส่วนตัว ห้องน้ำในตัว/ห้องน้ำรวม หรือเตียงที่พักในห้องร่วมกับผู้เข้าพักท่านอื่น

โรงแรมญี่ปุ่น  Youth Hostel หรือบ้านพักเยาวชนนานาชาติ ในญี่ปุ่นมีกระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ราว 360 แห่ง และไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเยาวชนเท่านั้นที่เข้าพักได้ ผู้ใหญ่ก็เข้าพักได้ขอให้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมบ้านพักเยาวชนเท่านั้นก็เป็นพอ

โรงแรมญี่ปุ่น เรียวกัง(Ryokan) หรือที่พักแบบโรงแรมพื้นบ้านญี่ปุ่น ได้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นย้อนยุค เรียวกังส่วนใหญ่จะมีบ่อแช่น้ำร้อนหรือออนเซ็นอยู่ในห้องเดียวกันกับห้องอาบน้ำ โดยมีห้องสุขาแยกออกมาต่างหาก โดยแยกส่วนเป็นชายหญิง

โรงแรมญี่ปุ่น Business Hotel เป็นที่นิยมของนักธุรกิจหรือพนักงานบริษัทของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นโรงแรมที่ราคาค่าห้องพักไม่แพงมากนัก มีห้องน้ำในตัว  บางแห่งมีอาหารเช้าแบบง่าย ๆ ให้ ที่สำคัญตั้งอยู่ในทำเลที่ดี อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว

โรงแรมแคปซูล (Capsule Hotel) จุดประสงค์ของการมีโรงแรมแบบนี้ก็เพื่อรองรับพนักงานบริษัทที่มัวแต่สังสรรค์หลังเลิกงานจนเพลินหรือคนเดินทางที่พลาดรถไฟเที่ยวสุดท้ายในการเดินทางกลับบ้าน

โรงแรมญี่ปุ่น Love Hotels เป็นโรงแรมพิเศษที่ไม่เหมือนโรงแรมทั่ว ๆ ไป เพราะมุ่งเน้นให้บริการสำหรับคู่รัก สามารถเปิดห้องได้เป็นรายชั่วโมงไปจนถึงค้างคืน คล้าย ๆ โรงแรมม่ายรูดในบ้านเรานั่นเอง แต่ตัวอาคารตกแต่งได้หนูหราอลังการมีสีสันยังกับฮาเร็มหรือปราสาทราชวังตะวันตก

Hotel  โรงแรมมาตรฐานสากลแบบตะวันตก มีให้เลือกมากมายหลากหลายระดับราคา ห้องพัก เตียงนอนหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ก็เหมือนกับโรงแรมมาตรฐานทั่ว ๆ ไป

วันนี้เราขอเสนอ 6 อันดับโรงแรมญี่ปุ่น หรูหราในญี่ปุ่นที่ต้องลองไปพักสักครั้ง

  1. Ryokan Biyunoyado เป็นโรงแรมญี่ปุ่นที่มีออนเซ็นในตัวทั้งแบบในร่ม และกลางแจ้ง อยู่ใกล้สถานีรถไฟ Yudanaka Station โดยใช้เวลาเดินเพียงแค่ 10 นาที อีกทั้งโรงแรมมีบริการรถรับส่งจากสถานีไปยังโรงแรม นอกจากนี้อาหารของโรงแรมญี่ปุ่นยังมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับญี่ปุ่น ทำให้แขกที่เข้าพักหลายท่านยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ารสชาติอร่อยแบบดั้งเดิม
  2. Oyado Yamakyu โรงแรมญี่ปุ่นเรียวกังแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมือง Takayama ซึ่งมีใจกลางเมืองที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี และมีเนื้อวากิวที่แสนอร่อยคุ้มค่าแก่การเดินทางไปลิ้มลอง นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งหลายแห่งที่ช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการท่องเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ตลอดทั้งวัน
  3. Jinpyokaku Honten โรงแรมญี่ปุ่นเรียวกัง Jinpyokaku ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 1901 มีประวัติการให้บริการกว่า 110 ปี เคยให้การต้อนรับการเข้าพักของจักรพรรดิ และบุคคลสำคัญของญี่ปุ่นมากมาย โดยให้บริการห้องพักที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติซึ่งมีจำนวนเพียง 6 ห้องเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบ่ออาบน้ำร้อนกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ ที่ผู้เข้าพักทุกท่านสามารถอบอุ่นร่างกายได้ในขณะแช่น้ำ และมองหิมะที่ตกจากขุนเขา
  4. Hinodeya นักเดินทางส่วนมากมักเดินทางผ่านเมืองชิซูโอกะระหว่างทางจากโตเกียวไปเกียวโต แต่โรงแรมญี่ปุ่นเรียวกังแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่สูงอย่าง Izu Kogen ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดจากบรรดาผู้เดินทางที่ต้องการไปสัมผัสบรรยากาศ ณ เรียวกังแห่งนี้ ด้วยพนักงานที่เป็นมิตร และธรรมชาติที่โอบล้อม โดยตกแต่งห้องพักด้วยดอกไม้ นานาพันธุ์ตามฤดูกาลทำให้ที่พักนี้ได้ใจผู้เข้าพัก
  5. Arashiyama Benki ด้วยห้องพักที่สวยงาม และห้องอาบน้ำที่หรูหรา อีกทั้งสถานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำในย่านอาราชิยามะในเขตชานเมืองตะวันตกของเมืองเกียวโต ทำให้หลายคนยอมเสียเงินกว่า 25,000 เยน หรือประมาณ 7,000 บาทเพื่อเข้าพักโรงแรมญี่ปุ่นแห่งนี้
  6. Ryokan Sawanoya หากใครคิดว่าโรงแรมญี่ปุ่นราคาประหยัดในโตเกียวจะต้องถูกจำกัดด้วยรูปแบบโรงแรมแคปซูล และคาเฟ่อินเทอร์เน็ตเท่านั้น ให้นึกถึงโรงแรมญี่ปุ่นเรียวกังแห่งนี้แทน ด้วยอัตราค่าบริการต่อคนโดยเริ่มต้นเพียง 5,400 เยน หรือ 1,500 บาท จะทำให้คุณได้สัมผัสที่พักที่แสน สบายพร้อมอาหารเช้าสุดแสนอร่อย