ความหลากหลายของโรงแรมญี่ปุ่น …!!!

โรงแรมญี่ปุ่น ในญี่ปุ่นมีโรงแรมหรือที่พักให้เลือกหลากหลายประเภท หลายระดับราคา ซึ่งพอจะแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

โรงแรมญี่ปุ่น Hostel หรือ Guesthouse เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นที่พักที่มีราคาถูกที่สุด คิดค่าเข้าพักเป็นรายหัว มีทั้งห้องพักที่เป็นส่วนตัว ห้องน้ำในตัว/ห้องน้ำรวม หรือเตียงที่พักในห้องร่วมกับผู้เข้าพักท่านอื่น

โรงแรมญี่ปุ่น  Youth Hostel หรือบ้านพักเยาวชนนานาชาติ ในญี่ปุ่นมีกระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ราว 360 แห่ง และไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเยาวชนเท่านั้นที่เข้าพักได้ ผู้ใหญ่ก็เข้าพักได้ขอให้สมัครเป็นสมาชิกสมาคมบ้านพักเยาวชนเท่านั้นก็เป็นพอ

โรงแรมญี่ปุ่น เรียวกัง(Ryokan) หรือที่พักแบบโรงแรมพื้นบ้านญี่ปุ่น ได้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นย้อนยุค เรียวกังส่วนใหญ่จะมีบ่อแช่น้ำร้อนหรือออนเซ็นอยู่ในห้องเดียวกันกับห้องอาบน้ำ โดยมีห้องสุขาแยกออกมาต่างหาก โดยแยกส่วนเป็นชายหญิง

โรงแรมญี่ปุ่น Business Hotel เป็นที่นิยมของนักธุรกิจหรือพนักงานบริษัทของญี่ปุ่น เนื่องจากเป็นโรงแรมที่ราคาค่าห้องพักไม่แพงมากนัก มีห้องน้ำในตัว  บางแห่งมีอาหารเช้าแบบง่าย ๆ ให้ ที่สำคัญตั้งอยู่ในทำเลที่ดี อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ทำให้การเดินทางสะดวกรวดเร็ว

โรงแรมแคปซูล (Capsule Hotel) จุดประสงค์ของการมีโรงแรมแบบนี้ก็เพื่อรองรับพนักงานบริษัทที่มัวแต่สังสรรค์หลังเลิกงานจนเพลินหรือคนเดินทางที่พลาดรถไฟเที่ยวสุดท้ายในการเดินทางกลับบ้าน

โรงแรมญี่ปุ่น Love Hotels เป็นโรงแรมพิเศษที่ไม่เหมือนโรงแรมทั่ว ๆ ไป เพราะมุ่งเน้นให้บริการสำหรับคู่รัก สามารถเปิดห้องได้เป็นรายชั่วโมงไปจนถึงค้างคืน คล้าย ๆ โรงแรมม่ายรูดในบ้านเรานั่นเอง แต่ตัวอาคารตกแต่งได้หนูหราอลังการมีสีสันยังกับฮาเร็มหรือปราสาทราชวังตะวันตก

Hotel  โรงแรมมาตรฐานสากลแบบตะวันตก มีให้เลือกมากมายหลากหลายระดับราคา ห้องพัก เตียงนอนหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ก็เหมือนกับโรงแรมมาตรฐานทั่ว ๆ ไป

วันนี้เราขอเสนอ 6 อันดับโรงแรมญี่ปุ่น หรูหราในญี่ปุ่นที่ต้องลองไปพักสักครั้ง

  1. Ryokan Biyunoyado เป็นโรงแรมญี่ปุ่นที่มีออนเซ็นในตัวทั้งแบบในร่ม และกลางแจ้ง อยู่ใกล้สถานีรถไฟ Yudanaka Station โดยใช้เวลาเดินเพียงแค่ 10 นาที อีกทั้งโรงแรมมีบริการรถรับส่งจากสถานีไปยังโรงแรม นอกจากนี้อาหารของโรงแรมญี่ปุ่นยังมีเอกลักษณ์ตามแบบฉบับญี่ปุ่น ทำให้แขกที่เข้าพักหลายท่านยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ารสชาติอร่อยแบบดั้งเดิม
  2. Oyado Yamakyu โรงแรมญี่ปุ่นเรียวกังแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมือง Takayama ซึ่งมีใจกลางเมืองที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี และมีเนื้อวากิวที่แสนอร่อยคุ้มค่าแก่การเดินทางไปลิ้มลอง นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งหลายแห่งที่ช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการท่องเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ตลอดทั้งวัน
  3. Jinpyokaku Honten โรงแรมญี่ปุ่นเรียวกัง Jinpyokaku ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 1901 มีประวัติการให้บริการกว่า 110 ปี เคยให้การต้อนรับการเข้าพักของจักรพรรดิ และบุคคลสำคัญของญี่ปุ่นมากมาย โดยให้บริการห้องพักที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติซึ่งมีจำนวนเพียง 6 ห้องเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบ่ออาบน้ำร้อนกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ ที่ผู้เข้าพักทุกท่านสามารถอบอุ่นร่างกายได้ในขณะแช่น้ำ และมองหิมะที่ตกจากขุนเขา
  4. Hinodeya นักเดินทางส่วนมากมักเดินทางผ่านเมืองชิซูโอกะระหว่างทางจากโตเกียวไปเกียวโต แต่โรงแรมญี่ปุ่นเรียวกังแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่สูงอย่าง Izu Kogen ซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดจากบรรดาผู้เดินทางที่ต้องการไปสัมผัสบรรยากาศ ณ เรียวกังแห่งนี้ ด้วยพนักงานที่เป็นมิตร และธรรมชาติที่โอบล้อม โดยตกแต่งห้องพักด้วยดอกไม้ นานาพันธุ์ตามฤดูกาลทำให้ที่พักนี้ได้ใจผู้เข้าพัก
  5. Arashiyama Benki ด้วยห้องพักที่สวยงาม และห้องอาบน้ำที่หรูหรา อีกทั้งสถานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำในย่านอาราชิยามะในเขตชานเมืองตะวันตกของเมืองเกียวโต ทำให้หลายคนยอมเสียเงินกว่า 25,000 เยน หรือประมาณ 7,000 บาทเพื่อเข้าพักโรงแรมญี่ปุ่นแห่งนี้
  6. Ryokan Sawanoya หากใครคิดว่าโรงแรมญี่ปุ่นราคาประหยัดในโตเกียวจะต้องถูกจำกัดด้วยรูปแบบโรงแรมแคปซูล และคาเฟ่อินเทอร์เน็ตเท่านั้น ให้นึกถึงโรงแรมญี่ปุ่นเรียวกังแห่งนี้แทน ด้วยอัตราค่าบริการต่อคนโดยเริ่มต้นเพียง 5,400 เยน หรือ 1,500 บาท จะทำให้คุณได้สัมผัสที่พักที่แสน สบายพร้อมอาหารเช้าสุดแสนอร่อย

การแช่ออนเซ็นให้มีประสิทธิภาพ…!!!

การแช่ออนเซ็น อย่างมีประสิทธิภาพและดีต่อสุขภาพ การรักษาโรคด้วยการแช่น้ำแร่ ในประเทศญี่ปุ่นได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ น้ำออนเซ็นประกอบไปด้วยแร่ธาตุและอุณหภูมิที่แตกต่างกันไป ส่งผลทำให้มีประสิทธิภาพที่แตกต่างกันไปเช่นกัน

วิธีการแช่ออนเซ็นที่ถูกต้อง

1.ควรดื่มน้ำก่อนเข้าแช่ออนเซ็น 15 นาที

หลังจากที่แช่ออนเซ็นแล้วการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การดื่มน้ำก่อนลงแช่ออนเซ็นก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนอกจากจะทำให้เลือดไหลเวียนดี แล้วยังช่วยให้การแช่ออนเซ็นนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรดื่มน้ำหรือน้ำชาก่อนเข้าแช่ออนเซ็น 15 นาที

2.ล้างตัวก่อนเข้าแช่ออนเซ็น

ก่อนที่จะลงไปในอ่างอาบน้ำ ให้ชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกายก่อน และให้ล้างฟองสบู่ออกให้หมด การใช้ฟักบัวอาบนั้น กรุณานั่งอาบ

3.ราดน้ำร้อนก่อนเข้าแช่ออนเซ็น

จากเท้าไปหาเอว จากปลายนิ้วไปถึงไหล่และจากหน้าอกไล่ตามลำดับไปยังส่วนที่ไกล การ “ราดนํ้าร้อน” นั้นเพื่อทำให้ร่างกายชินกับอุณหภูมิของนํ้าร้อน สุดท้ายให้ราดหัวด้วย จะสามารถป้องกันอาการวิงเวียนและความร้อนวูบวาบได้

4.ลงไปครึ่งตัวเพื่อให้ร่างกายชินกับการแช่ออนเซ็น

ลงอ่างออนเซ็นอย่างช้าๆ ตอนแรกให้แช่ในน้ำร้อนขึ้นไปที่ช่องท้อง และ”แช่ครึ่งตัว”เพื่อให้ร่างกายชินกับ อุณหภูมิและความดันของออนเซ็น ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดผลกระทบอย่างรวดเร็ว เมื่ออุ่นขึ้นแล้ว ขอแนะนำให้เคลื่อนไหวแขนและขา

5.จุดที่ควรระวังในการแช่ออนเซ็น

เวลาของการแช่ออนเซ็นนั้น ให้แช่พอประมาณ เวลาของการแช่นั้น ให้ใช้ปริมาณเหงื่อที่หน้าผากและหัวจมูกเป็นมาตรฐาน การแช่ออนเซ็นนานๆจนเหงื่อไหลและใจสั่นนั้น อย่าทำ

6.อย่าอาบน้ำหลังจากที่แช่ออนเซ็น

เพราะส่วนผสมของสมุนไพรจะถูกชำระล้างออกไปด้วยการอาบน้ำ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีผิวละเอียดอ่อนและจะทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังได้นั้น ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

7.เช็ดร่างกายเบาๆก่อนที่จะขึ้นจากการแช่ออนเซ็น

ตอนขึ้นจากน้ำนั้น ให้เช็ดร่างกายเบาๆ และไปที่ห้องแต่งตัว

8.เติมน้ำให้ร่างกายอย่างเพียงพอก่อนแช่ออนเซ็น

จากการที่เหงื่อออก ทำให้น้ำในร่างกายลดน้อยลง

9.พักร่างกายช้าๆหลังแช่ออนเซ็น

ระหว่างแช่ออนเซ็นนั้น พลังงานจะมีการถูกใช้ไป นอกจากนี้ความดันโลหิตยังมีการผันผวนได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของสภาพร่างกาย การพักอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ

การแช่ออนเซ็นให้มีประสิทธิภาพที่ดี นั้นขึ้นอยู่ที่ขั้นตอน และถ้าสามารถทำตามขั้นตอนนั้นอย่างถูกต้องแล้ว คุณอาจจะหลงรักการแช่ออนเซ็นอย่างโงหัวไม่ขึ้นเลยก็ได้

เดินทางท่องเที่ยวสะดวกสบายด้วยรถไฟ ชินคันเซ็น รถไฟหัวกระสุน

รถไฟหัวกระสุนนี้มีเริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 1964 ซึ่งเป็นปีที่มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว เพราะฉะนั้น ชินคันเซ็น หากใครที่คิดอยู่เสมอว่าชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศและชมความงามของซากุระและฟูจิในเกียวโตแน่ๆ ก็ลองเปลี่ยนความคิดกันดูนะคะ เพราะการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ไม่ทำให้เราผิดหวังกันแน่ๆ และวันนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวชมเกียวโต ซากุระและภูเขาฟูจิด้วยการ นั่งชินคันเซน กันค่ะ รับรองเลยว่าให้บรรยากาศฟินๆ สุดโรแมนติกในแบบที่จะหาจากที่ไหนไม่ได้แน่นอน โดยเริ่มต้นเชื่อมระหว่างโตเกียวกับโอซาก้า ต่อมาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ได้มีการขยายเส้นทางสายรถไฟชินคังเซ็นไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศญี่ปุ่น อย่างเช่น สายโทไคโดชินคังเซ็นได้ขยายเส้นทางเดินรถไฟต่อจากเมืองโอซาก้าไปจนสุดที่เมืองคาโกชิม่า ชินคันเซ็น ทางตอนใต้ของภูมิภาคคิวชู และเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2015 ที่ผ่านมา ก็ได้เปิดให้บริการเส้นทางใหม่สายรถไฟชินคังเซ็นโฮะคุริคุ สำหรับวัดนี้ตั้งอยู่ที่เกียวโตเลยค่ะ มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า วัดน้ำใส เพราะมีน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไหลผ่าน แถมยังเป็นวัดเก่าแก่ที่มีจุดชมวิวสวยมากๆ ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยค่ะ ที่วัดแห่งนี้จะมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมากันแทบทุกปี จากเมืองโตเกียวผ่านเมืองนากาโน่ไปจนถึงเมืองคานาซาว่าในภูมิภาคจุบุทางตอนกลางของญี่ปุ่น จนปัจจุบันเชื่อมเมืองใหญ่ๆ เพราะรถชินคันเซ็นนี้จะวิ่งอยู่บนรางที่ออกแบบมาโดยเฉพาะคือกว้างกว่ารางรถไฟปกติ ซึ่งทำให้วิ่งได้เร็วมากขึ้น ก็เลยจะต้องทำรางใหม่ทั้งหมด ชินคันเซ็น สำหรับคนที่เคยใช้บริการชินคังเซ็น น่าจะเห็นตรงกันว่าบรรยากาศภายในขบวนรถไฟชินคังเซ็นนั้นสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อยเพียงใด สำหรับ ชินคันเซน นั้น จริงๆ แล้วก็คือรถไฟความเร็วสูงนี่แหละค่ะ ถ้าเราเดินทางโดย นั่งชินคันเซน กันไป ก็จะประหยัดเวลาได้มากเลย เพราะจะใช้เวลาเดินทางน้อยกว่าการขึ้นรถไฟฟ้าบนดินหรือใต้ดินหลายเท่า เราจึงสามารถนั่งมาเที่ยวโตเกียว ชมซากุระ และภูเขาไฟฟูจิกันได้อย่างสบายๆ แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงก็คือ เบื้องหลังความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในขบวนรถไฟนั้น ในญี่ปุ่นเกือบครบทุกเมืองแล้ว และด้วยความเร็วของรถชินคันเซ็น คือ ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงครึ่งจากโตเกียวไปโอซาก้า ในขณะที่รถไฟธรรมดาใช้เวลาหกชั่วโมง ชินคันเซ็น แบบที่ต้องจองหรือไม่ต้องจองเข้ามาก็ได้ แต่ถ้าซื้อตั๋วแบบจองจะต้องระบุเลขที่นั่งด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถขึ้นรถไฟได้ ก็เลยทำให้ค่าโดยสารค่อนข้างแพง

ชินคันเซ็น ระบบรถไฟความเร็วสูงในญี่ปุ่นมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและทำลายสถิติความเร็วใหม่ได้อยู่เสมอ แพงกว่านั่งเครื่องบินอีกครับ เพราะถ้าใช้เครื่องบินสนามบินก็อยู่ไกลจากตัวเมือง กว่าจะนั่งรถไปถึงสนามบิน ไหนจะต้องจองตั๋วไว้ล่วงหน้า แถมก่อนจะขึ้นก็ต้องโดนตรวจหลายๆ อย่าง ทำให้เสียเวลาไปเยอะกว่าทั้งๆ ที่เครื่องบินใช้เวลาบินจากโตเกียวไปโอซาก้าไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ถ้าใช้รถไฟสถานีก็อยู่เกือบๆ ใจกลางเมือง แถมไปถึงสถานีซื้อตั๋วปุ๊บก็ขึ้นได้ทันที ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก ด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้มีคนนิยมใช้บริการรถชินคันเซ็นมากกว่าเครื่องบิน ทำให้ต้องลดราคาตั๋วเครื่องบินลงเพื่อดึงคนให้มาใช้บริการ อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ผู้โดยสารอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ชินคันเซ็น เลือกประเภทบัตรโดยสารที่ต้องการ ซึ่งจะมีให้เลือกทั้งแบบที่เป็นรถไฟชินคันเซนเท่านั้น แบบที่เป็นรถไฟด่วนพิเศษ หรือแบบที่สามารถใช้ได้กับทั้งสองสาย คือระบบการทำความสะอาดภายในขบวนรถไฟ อย่างที่หลายคนรู้กันว่าระบบรถไฟในญี่ปุ่นตรงเวลาเสมอ ยิ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงอย่างชินคังเซ็นที่มีมากถึง 323 ขบวนที่จะวิ่งออกจากสถานีโตเกียวกับปริมาณผู้โดยสารที่มากถึงราวๆ สิ่งที่ทำให้ชูโอชินคันเซ็นต่างจากรถไฟทั่วไปและรถไฟหัวกระสุนแบบอื่น ๆ คือ การใช้ระบบรถไฟแบบขับเคลื่อนด้วยการยกตัวของแม่เหล็กไฟฟ้า ชินคันเซ็น หรือแม็กเลฟ (Maglev ย่อมาจาก Magnetic Levitation) ซึ่งแค่ชื่อก็ชวนให้อยากลองไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต ทั้งนี้ชูโอชินคันเซ็นได้รับการพัฒนาให้สามารถวิ่งได้อย่างราบเรียบยิ่งขึ้น โดยไม่มีแรงเสียดทานเพราะรถไฟวิ่งแบบลอยตัวอยู่เหนือพื้น สำหรับขั้นตอนการทำความสะอาดภายในขบวนรถไฟ ก่อนที่ชินคังเซ็นจะเข้ามาเทียบชานชาลา พนักงานทำความสะอาดแต่ละคนจะยืนรออยู่ที่หน้าประตูทางเข้ารถไฟแต่ละตู้ โดยพนักงานแต่ละคนจะรับผิดชอบตู้โดยสารคนละตู้ ซึ่งแต่ละตู้ประกอบด้วย 100 ที่นั่ง หรือที่เรียกกันว่า ศาลเจ้าจิ้งจอกนั่นเอง แถมที่นี่ยังถือเป็นศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่คนให้ความเคารพบูชากันมาก และมีความเก่าแก่สุดๆ อีกด้วย ส่วนไฮไลต์ของที่นี่ ชินคันเซ็น ที่โดดเด่นที่สุด ก็คือเสาประตูสีแดงหลายหมื่นต้นที่เรียงรายกันตลอดทางเดินทั่วเขาอินาริเลยทีเดียว สำหรับการทำความสะอาดที่นั่งในแต่ละแถวจะต้องให้เสร็จภายใน 12 วินาที นอกจากจะต้องจัดการเศษขยะตามจุดต่างๆ แล้ว

พนักงานก็จะต้องตรวจสอบชั้นวางของบนศีรษะ ชินคันเซ็น เช็ดทำความสะอาดถาดรองอาหารที่ติดอยู่หลังเบาะที่นั่ง เปิดผ้าม่านหน้าต่างของทุกที่นั่งให้เรียบร้อย ถูพื้นทางเดินให้สะอาดทุกซอกมุม ปิดท้ายด้วยการกดปุ่มปรับให้ทุกเบาะที่นั่งหันหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง หลังจากนั้นพนักงานจะออกมายืนรอที่หน้าตู้รถไฟอีกครั้งเพื่อรอคำนับผู้โดยสารพร้อมกันอันถือเป็นการเสร็จสิ้นการทำความสะอาด เพื่อรอรับขบวนถัดไปที่จะมาถึงในอีกหนึ่งนาทีถัดมา เป็นที่คาดกันว่าชูโอชินคันเซ็นจะได้รับการปรับโฉมใหม่ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น การประหยัดพลังงานนับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ชินคังเซ็นให้ความสำคัญ ตัวอย่างหนึ่งของกรณีประหยัดพลังงานที่น่าสนใจ ชินคันเซ็น เกิดขึ้นในเส้นทางจากโตเกียวไปยังภูมิภาคโทโฮคุ โดยนอกจากจะช่วยให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสามารถเดินทางท่องเที่ยวระหว่างเมืองต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางโดยเฉพาะคนทำงานและคนในท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปได้กว่าครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว การพ่วงขบวนแล้ววิ่งไปพร้อมกันแบบนี้ นอกจากจะช่วยลดการปริมาณการจราจรบนรางรถไฟให้น้อยลงแล้ว ยังเป็นการช่วยประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่งได้นั่นเอง การออกแบบภายในขบวนรถไฟของชินคังเซ็นก็ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากมาย ชินคันเซ็น อาทิเช่น การออกแบบที่นั่งตรงกลางให้กว้างกว่าที่นั่งริมทางเดินและที่นั่งริมหน้าต่าง จนกลายเป็นตำแหน่งที่นั่งได้สบายกว่า เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารที่ส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบนั่งตำแหน่งตรงกลางสำหรับที่นั่งที่มี 3 ที่ติดกัน แม้ว่าการเดินทางในญี่ปุ่นจะทั้งง่ายและสะดวกอยู่แล้ว แต่ชูโอชินคันเซ็นจะยิ่งยกระดับการเดินทางให้เหนือชั้นขึ้นไปอีก ประเทศญี่ปุ่นมีสถานที่ท่องเที่ยวตามฤดูกาลอยู่หลายแห่งที่อาจจะเดินทางเข้าถึงยาก เนื่องจากอยู่ไกลหรือต้องใช้เวลานาน อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการออกแบบภายในของรถไฟชินคังเซ็น ที่เพิ่มความเพลิดเพลินใจให้กับผู้โดยสาร นั่นก็คือ ขบวนรถไฟ ชินคันเซ็น โทเรยุที่ภายในมีอนเซ็นแช่เท้าและที่นั่งแบบเสื่อทาทามิ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียน่าสนุกที่ได้รับการออกแบบมาอย่างใส่ใจ ซึ่งชูโอชินคันเซ็นจะช่วยให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเยือนญี่ปุ่นได้เดินทางไปสัมผัสเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลได้สะดวกยิ่งขึ้น และนี่ก็คือเรื่องราวอันแสนมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นภายในขบวนรถไฟความเร็วสูง

ใบไม้เปลี่ยนสี สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น

วันนี้เรามีตารางพยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสี ที่ญี่ปุ่น แบบละเอียดยิบตามวันที่ในทุกๆ ภูมิภาคกันเลยทีเดียว ลงมาทางด้านทิศตะวันออกของเกาะกันสักเล็กน้อย ที่ภูมิภาคคันโตที่หลายๆ คนต้องผ่าน เพราะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างโตเกียวนั่นเอง ในโซนนี้สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ตั้งแต่ช่วงปลายตุลาคมแถวๆ ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆ สามารถประเมินการเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ได้แม่นยำมากขึ้น หากมีการเปลี่ยนแปลง โดยภายในสวนจะเป็นเนินเตี้ย ประดับตกแต่งด้วยหินขนาดใหญ่ โดยรอบเป็นต้นเมเปิ้ลเรียงรายกันอยู่ซึ่งในฤดูใบไม้ร่วงนั้นใบเมเปิ้ลจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ให้วิวและบรรยากาศที่สวยงามมาก และในตอนกลางคืนจะมีการเปิดไฟประดับส่องสว่าง ทำให้เห็นสีใบไม้แดงได้อย่างชัดเจนและเห็นเงาสะท้อนราวกับกระจกของผิวน้ำในสระด้วย จะคอยอัพเดตข้อมูลให้เรื่อยๆ ไปดูกันดีกว่าว่าใครทันดู ใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงไหนกันบ้าง ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ถือเป็นฤดูที่โรแมนติกสุดๆ ใครกำลังคิดว่าจะไปเที่ยว ญี่ปุ่น เดือน ไหนดี ภูมิภาคทางเหนืออย่างฮอกไกโดจะมีใบไม้เปลี่ยนสีเกิดขึ้นก่อน ไล่ลงไป โดยทางคิวชู และโอกินาว่าจะมีใบไม้เปลี่ยนสีช้ากว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งข้อมูลอัพเดทที่สุดตอนนี้คาดว่า ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุด ตามพื้นที่ต่างๆ เราขอแนะนำช่วง ใบไม้เปลี่ยนสี หรือฤดูใบไม้ร่วง นี่แหละเรียกได้ว่าเป็นฤดูที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เป็นวัดที่กินพื้นที่ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเกียวโต จะสวยงามมากในช่วงฤดู ใบไม้เปลี่ยนสี ศาลาสีแดงซึ่งตั้งอยู่กลางน้ำจะถูกห้อมล้อมไปด้วยใบเมเปิ้ลที่เปลี่ยนเป็นสีแดงสด และยังมีทางเดินที่สามารถใช้ปีนภูเขาขึ้นไปเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามซึ่งที่ด้านบนจะยังมีศาลาไม้ขนาดใหญ่ พร้อมกับวิวที่จะเห็นพื้นที่โล่งกว้างใหญ่

ถ้าอากาศสดใส ใบไม้เปลี่ยนสี ท้องฟ้าโปร่ง เพราะใบไม้จะค่อยๆ เปลี่ยนสีทั้ง เหลือง ส้ม แดง น่าไปถ่ายรูปสุดๆ อุณหภูมิที่ญี่ปุ่นในช่วงนี้ก็จะสบายๆ สภาพอากาศดีงาม และหนึ่งในประเทศที่ผู้คนต่างไปเยือนมากแห่งหนึ่งก็คือ ประเทศญี่ปุ่น เพราะขึ้นชื่อเรื่องธรรมชาติและวัฒนธรรม ปกติแล้ว ใบไม้เปลี่ยนสี ที่ญี่ปุ่น จะเริ่มทยอยเปลี่ยนสีลงมาจากทางตอนบนของญี่ปุ่น คือ ฮอกไกโด ที่จะเริ่มเปลี่ยนสีในช่วงปลายเดือนกันยายน อีกทั้งต้นไม้ดอกไม้ของที่นี่งามจนทำให้เราประทีบใจไม่รู้จบ และไล่ลงมาทางภูมิภาคทางตอนล่างของญี่ปุ่น สามารถเข้าชมสวนได้ตลอดทั้งปี แต่จะสวยงามมากในช่วงเดือนปลายพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วง ใบไม้เปลี่ยนสี ใบต้นเมเปิ้ลที่อยู่โดยรอบของสวนจะเป็นสีส้มสลับแดง และบางต้นจะเป็นสีเหลืองทองสวยงามมาก สวนแห่งนี้เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงที่นิยมมากแห่งหนึ่ง ซึ่งจะได้เห็นทัศนียภาพของสวนสไตล์ญี่ปุ่นท่ามกลางสีสันของใบไม้ รวมกับวิวบนเนินเขารอบๆ จนถึงประมาณกลางเดือนธันวาคม ยาวๆไป เรามาดูกันว่าถ้าจะไปเที่ยวญี่ปุ่น เมืองอะไร ช่วงไหนดี ท่องเที่ยวฤดูกาล ใบไม้เปลี่ยนสี ณ ประเทศญี่ปุ่น สักการะศาลเจ้าฮารุนะ ศาลเจ้าฟุชิมิอินาริชมการแสดงยูโมมิแบบญี่ปุ่นโบราณ ทดลองทำเส้นโซบะด้วยตัวเอง ฟาร์มเพาะวาซาบิ ชมความสวยงามของปราสาทมัตสึโมโต้(ปราสาทอีกาดำ) ปราสาทนาโกย่า

เริ่มฤดูใบไม้ร่วงประมาณครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤศจิกายน ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลืองสลับกันโดยรอบ มุมมองที่ดีที่สุดที่สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ ทะเลสาบ และใบเมเปิ้ลได้ก็คือชายฝั่งทางตอนเหนือของทะเลสาบ เป็นจุดนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปและเที่ยวกับกันที่บริเวณนี้ นอกจากนั้นในบริเวณไม่ไกลกันก็เป็นเขตหมู่บ้านชนบทน่ารักที่มีทั้งบ่อน้ำพุร้อน สวนสนุก พิพิธภัณฑ์ศิลปะ และร้านรวงกระจุกกระจิกมากมาย เมืองทาคายาม่า หมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะ นั่งกระเช้าชินโฮกาตะชมวิวแบบ 360 องศา ช้อปปิ้งย่านซาคาเอะ และ ย่านชินไซบาชิ พร้อมบริการอาหาร และ ที่พักระดับพรีเมี่ยม เดินทางโดยสายการบินไทย ถึงจะได้เห็น ใบไม้เปลี่ยนสี สวยๆ และสำหรับใครที่แพลนไปเที่ยวญี่ปุ่น ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีนี่แหละเป็นอีกตัวเลือกที่ดีทีเดียว เราจะพาไปดู 24 สถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นกัน เป็นสถานที่ชมใบไม้แดงยอดนิยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น เนื่องจากอากาศที่บริสุทธิ์ ธรรมชาติที่สวยงามไร้ซึ่งขยะและสารพิษ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างพากันมาเก็บภาพสวยๆจากใบไม้แดงตลอดช่วงที่ ใบไม้เปลี่ยนสี ที่หุบเขาโครังเคมีช่วงเวลาเปลี่ยนสีของใบไม้  แต่ละที่นั้นสวยงามสุดๆ ทำเป็นแผนที่ ญี่ปุ่น ให้ดูคร่าวๆ นะ บอกก่อนว่า อันนี้อ้างอิงจากข้อมูลในปีที่ผ่านมา อาจจะมีคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ก็เก็บไว้เป็นไกด์ไลน์ได้เนอะฤดูกาลที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดฤดูหนึ่งของญี่ปุ่น ก็คือ ช่วง ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี นี่ล่ะ เป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะโรแมนติก ต้นไม้ใบไม้รอบ ๆ เมืองจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง-แดง เป็นบรรยากาศที่สวยงามสุด ๆ ไม่มีใครไม่หลงรักฤดูกาลนี้

ซึ่งการเปลี่ยนสีของใบไม้จะไล่จากทางภาคเหนือลงไปทางภาคใต้ของญี่ปุ่น เมืองโอตารุ คลองโรแมนติก “คลองโอตารุ” โรงงานช็อคโกแลตอิชิยะ โนโบะริเบทสึ เยี่ยมชมหมู่บ้านจำลองวิถีชีวิตของชาวเอโดะที่หมู่บ้านดาเตะจิไดมุระ เมืองซัปโปโร สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลเจ้าฮอกไกโด ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองเกียวโต เป็นสถานที่ชมใบไม้แดงที่มีชื่อเสียงมาก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ใบไม้เปลี่ยนสี ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัด เมื่อถึงฤดูการชมดอกไม้หรือใบไม้เปลี่ยนสี จะมีการเปิดไฟซ่องที่ต้นไม้และอาคารของวัดในช่วงหัวค่ำ ซึ่งสวยงามแปลกตาไปจากตอนกลางวันด้วย พิเศษ เมนูเจงกิสข่าน เซตขาปูยักษ์ พร้อมบริการที่พักระดับพรีเมี่ยม สลับกับเทศกาลชมดอกซากุระอากาศโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8-15 องศาเซลเซียส อากาศกำลังเย็นสบายดีทีเดียวและสำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดู ใบไม้เปลี่ยนสี มารวมกันตรงนี้เพราะสมาคมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้เผยตารางการพยากรณ์ ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 ออกมาแล้วไปดูกันเลย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดอาซากุสะ สวนแห่งนี้เป็นสวนสไตล์ตะวันตกที่มีความสวยงามในฤดูใบไม้ร่วงไม่แพ้ที่อื่นเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณทิศใต้ของสวน เต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลสีแดง และต้อนกิงโกะสีเหลือง นั่งกระเช้าชินโฮตากะขึ้นสู่ยอดเขา เมืองทาคายาม่า หมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะ ชมความงามของปราสาทนาโกย่า สวนผลไม้ ให้ท่านได้สนุกกับการเก็บผลไม้สด สนุกสนานกับลานสกีขนาดใหญ่

ช่างประกอบและซ่อมบำรุง สู่รายได้ที่ก้าวกระโดด…!!!

ช่างประกอบและซ่อมบำรุง ปัจจุบันการเติมโตของอุตสาหรรมไทย เป็นโมเดลของเศรษฐกิจที่เน้นคุณค่าและเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรม โดยเฉพาะแผนพัฒนาศูนย์ช่างประกอบและซ่อมบำรุง อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตชิ้นส่วน และการซ่อมบำรุงเครื่องจักรของภูมิภาค

เมื่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด ความต้องการบุคลากรในสายงานที่เกี่ยวข้องจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และไม่เพียงแค่อาชีพ “นักบิน” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาชีพสนับสนุนอื่นๆ เช่น เจ้าหน้าที่บังคับการบิน พนักงานอำนวยการบิน (Flight Operation) และ ช่างประกอบและซ่อมบำรุงอากาศยาน ด้วย

ช่างประกอบและซ่อมบำรุงอากาศยาน ถือเป็นอีกหนึ่งสายงานที่กำลังเข้าสู่สภาวะขาดแคลน เช่นเดียวกันกับนักบิน โดยบริษัทโบอิ้งและแอร์บัส บริษัทผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลกได้ประมาณการความต้องการบุคลากรในสายงานดังกล่าวว่า ในอีก 20 ปีทั่วโลกจะมีความต้องการช่างเทคนิคด้านอากาศยานอีกกว่า 600,000 คน โดยเป็นภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกแห่งเดียวมีสัดส่วนความต้องการเกือบ 40%

ช่างประกอบและซ่อมบำรุง กับวิศวกรรมต่างกันอย่างไร ? หากพูดถึงวิศวกรคือคนที่ดูแลระบบในภาพรวมขนาดใหญ่ ส่วนช่างก็จะได้ดูในรายละเอียดปลีกย่อย ในแต่ละจุดภายใต้การดูแลของวิศวกรนั้นเอง หากใครมีความฝันที่จะเป็นวิศวกรเครื่องบินแต่ไม่ได้จบมาทางด้านวิทย์ คณิต มาสามารถเป็นช่างประกอบและซ่อมบำรุงเครื่องบินได้เช่นกัน อย่างที่สาขาเทคโนโลยีซ่อมบำรุงอากาศยาน อาจเป็นทางเลือกที่ดี ให้กับน้องๆ ที่เรียนสายศิลป์ ปวช. และปวส. ถึงแม้ด้านวิชาการอาจจะไม่ได้แข็งแรงแต่ก็สามารถเข้ามาเรียนได้หลักสูตรนี้ได้

ต้องเรียนอะไร ที่ไหนเปิดสอนบ้าง?

ในปัจจุบันมีสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรช่างประกอบและซ่อมบำรุงอากาศยาน และวิศวกรรมการบินอยู่จำวน 7 แห่ง สามารถผลิตบุคลากรได้ประมาณ 300-400 คนต่อปี ในขณะที่ความต้องการของตลาดงาน ต้องการมากว่า 400 คนต่อปี และในประเทศไทยมีจำนวนช่างซ่อมบำรุงอากาศยานอยู่ราว 8,000-9,000 คน (เป็นช่างของการบินไทยประมาณ 4,500 คน) ในจำนวนนี้มีเพียง 10% ที่ได้รับใบอนุญาตที่เป็นสากล

โดยช่างอากาศยานหรือช่างประกอบและซ่อมบำรุงอากาศยาน ส่วนมากจะเป็นหลักสูตร ปวส. หรือ อนุปริญญา ที่เรียน 2 ปี รายวิชาที่เรียนจะเป็นความรู้พื้นฐานระบบต่างๆ ของเครื่องบิน ไม่เน้นการคำนวนและการเรียนออกแบบ ไม่มีรายวิชาสามัญ หลักสูตรจะเน้นเรื่องภาคปฎิบัติค่อนข้างมาก เช่น เช้าเข้าเรียน Lecture บ่ายฝึกงานใน shop เกือบตลอดหลักสูตร ที่สถาบันการบินพลเรือนการสอนในห้องเรียนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพราะจบมาการทำงานต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ตำราซ่อมบำรุงเครื่องบินทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งรูปแบบการสอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันด้วย

เปิดเส้นทางช่างประกอบและซ่อมบำรุงอากาศยาน สู่รายได้ก้าวกระโดด

ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตรทางวิชาชีพที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นใบอนุญาตระดับสากล ขยายโอกาส และยกระดับการทำงานรองรับความต้องการของนานาชาติได้ ซึ่งจะมีผลให้ได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วย ในอนาคตได้การศึกษาไทยได้วางแผนที่จะเปิดหลักสูตรอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ หลักสูตรซ่อมชิ้นส่วนอากาศยาน หลักสูตรธุรกิจการบิน รวมไปถึงการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของคนไทย

ช่างประกอบและซ่อมบำรุงในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้สนใจตัวปริญญา แต่เขาสนใจตัวที่เป็นใบอนุญาต ในต่างประเทศเวลาเขาหาคนที่มาเป็นช่างประกอบและซ่อมบำรุงเขาจะสนใจว่ามีใบรับรองหรือไม่ และเขาจะพิจารณาในส่วนนี้ร่วมกับประสบการณ์ นั่นหมายความว่าช่างซ่อมเวลาได้ใบประกาศนียบัตรวิชาชีพแล้วยังต้องไปพัฒนาตัวเองต่ออีก แต่เป็นการพัฒนาตัวเองในขณะที่ทำงานรับเงินเดือนอยู่ในอุตสาหกรรมการบินแล้ว ขณะยังไม่ได้ใบอนุญาตจะได้รับค่าตอบแทนประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อเดือน จนสอบได้ใบอนุญาต พอได้ก็จะมีค่าตัวที่สูงขึ้นอีกประมาณ 2 เท่าตัว